Diary

__เจ้าสาวสีน้ำเงิน__(ภาคจบ)

posted on 13 May 2015 01:58 by suncomedumdum in Diary directory Lifestyle, Fashion, Diary
มีแฟนแล้วแฮะ
 
บอกได้คำเดียวว่า "งง"
 
มีแฟนมันต่างจากมีเพื่อนสนิทตรงไหนเหรอ มีแฟนแล้วเราต้องทำตัวยังไงเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามที่ไม่รู้จะหาคำตอบที่ไหน เราเป็นตัวของเรา เขาก็เป็นตัวของเขา ช่วงแรกๆก็สามวันดี สี่วันผีเข้า งอนกันไปงอนกันมา เราก็เจ้าแม่น้ำตามากๆเพราะเป็นคนที่เวลาเครียดจะร้องไห้ ส่วนอีกคนน่ะเหรอ....แพ้น้ำตา
 
แพ้บ้างสิตาบ้า รู้ไหมว่าถ้าไม่ใช่นั่งคุยกันแล้วเธอน้ำตาคลอวันนั้น ฉันจะไม่ใจอ่อนเลย
 
หลังจากวันนั้นมา กิจกรรมที่ทำกันมาโดยตลอด คือ ถ้าไม่ว่างเป็นเข้าวัด ก็พากันออกกำลังกาย แต่ที่แน่ๆเราไม่ใจอ่อนมาเล่นคาราเต้หรอก ยังค่ะยัง ช่วงแรกเราออกกำลังกายเพราะออกจะเกรงใจแฟนที่วันๆพาเข้ายิม เราก็ออกมันนิดๆหน่อยๆ จนหลังแต่งงานได้ครึ่งปีนี่แหละที่มาบ้าออกกำลังกายจริงๆจังๆ ลีนไขมันออก (ซิกแพ็คขึ้นเมื่อไหร่เตรียมตัวโชว์เลยนะเนี่ย อิอิ)
 
เขาเป็นคนที่ไม่รุกนะ แปลกตรงนี้ เราเองยังนึกตะหงิดๆว่ามันเป็นเกย์รึเปล่าฟระ! เราก็ออกจะเป็นผู้หญิงห้าวๆ คนบ้าอะไรเป็นแฟนกันนั่นก็ยังเหนียมๆอายๆ มีอยู่วันนึงนั่งคุยกันในรถ ตานี่ก็ท่ามาก.... เราเลยดึงมือไปจับซะเลย
 
เขาก็มือเย็น สั่นนิดๆ
 
ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ ตูสิไม่มีประสบการณ์ยังจะหน้าด้านกว่าเลย 555555555555555+
 
.......................................................................
 
ก็ยังมานั่งถามตัวเองว่าทำไมใจอ่อนยอมหักอคติออกไป คำตอบคือไม่รู้ พูดอย่างเพ้อๆคือสงสัยพรหมลิขิตมั้ง
 
หลักจากนั้นเพียงสามสัปดาห์... เขาขอแต่งงาน
 
แล้วเราก็บ้าพอที่จะตอบว่า "เอาสิ"
 
เหมือนกับเห็นว่าไม่สลักสำคัญอะไร เหมือนกับเล่นพ่อแม่ลูก ซึ่งหลายคนตำหนิเรามากนะคะเรื่องนี้ที่ตัดสินใจโดยที่.... มึนๆเอา
 
เขาถามเราว่าจะไปหาพ่อเมื่อไหร่ดี เราก็ประวิงเวลา (ก็ขี้เกียจ) ไปได้เดือนกว่า จนกระทั่งที่เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เย็นวันนึงก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน เขาพูดขึ้นมาว่า

"จองตั๋วเครื่องบินที เดี๋ยวเอาบัตรนี่ไปนะ"
"พี่พูดเรื่องอะไร"
"ก็....ไปหาว่าที่พ่อตาไง" เขาตอบพลางเปิดกระเป๋าตังค์ ยื่นบัตรเครดิตให้
"นี่ ตาป๊อป เธอจะบ้าหรือยังไง อยากโดนยิงไส้แตกรึไง พ่อฉันดุนะ บ้าจี้ไปสิไม่รู้จะโดน .357 รึเปล่าเผ่นออกมาไม่ทันหรอก"
"บ้าไม่บ้าไม่รู้ จะไปคุยให้รู้เรื่อง ยิงระยะสามเมตรยิงได้ให้รู้ไป"
"แล้วพี่จะไปคุยว่ายังไง?"
 
นิ่งอยู่อึดใจ ก็พูดมาว่า
 
"พ่อครับ ผมมาขอลูกสาวพ่อครับ พ่อยกให้ผมเถอะนะครับ" พูดจริงจังและขึงขังมาก
"ถ้าพ่อไม่ให้?"
"เดี๋ยวพี่ลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่ตรงนั้นแหละ"
"ต๊ายตาย นี่รู้มั้ยว่าตัวเองหน้าด้านมากเลยนะ"
"หน้าไม่ด้านจะได้เธอมาเป็นแฟนเหรอ"
 
เราหัวเราะลั่น เพราะมุกตลกหน้าตายนั่นแหละค่ะ เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ โกรธก็หน้านี้ ดีใจก็หน้านี้ สุดท้ายก็ต้องยอมใจจองตั๋วเครื่องบินให้ไปพักร้อนห้าวัน....แล้วช่วยมีชีวิตกลับมาด้วยนะ
 
.......................................................................
 
เครื่องบินแตะพื้น เอากระเป๋าเสร็จเดินมาทางออก อาเรามารอรับค่ะ ยังกับจะเป็นหน้าด่านแรก
พอเราแนะนำให้รู้จักเท่านั้นแหละ (จริงๆเราโทรคุยกับอามาหน่อยนึงแล้วว่าจะพาใครไป)
 
"คุณมาทำไม"
 
อาเปิดฉาก ตามฉบับทนายความอันดับหนึ่งของจังหวัด ตายล่ะวา......เข้าถ้ำเสือแล้ว เรายืนหน้าเจื่อน
 
"ผมมาขอหลานสาวอาครับ"
 
ทั้งคู่ยืนจ้องหน้ากันอยู่นาน เรานึกว่าอาจะไล่เตะค่าที่บังอาจมองหน้าแถมวาจาเถรตรงสิ้นดี
 
"แหม่" อาคราง "ยอมใจมันจริงๆไอ้เสือนี่มันนักเลงใช้ได้ มา....ไปบ้านกัน เดี๋ยวพ่อมันเตรียมลูกซองแน่ๆ เธอเดินตามหลังอานะ ให้ไอ้หลานสาวมันเดินเข้าบ้านไปไหว้พ่อมันก่อน"
 
เชื่อมั้ย ระหว่างทางอาก็ถามสัพเพเหระ แล้วแฟนเราก็ตอบตรงๆเสียจนเราใจหายวาบว่ามันจะรอดไหมนี่
มันจะมีชีวิตรอดเย็นนี้ไปได้ไหม???
 
"หลานสาวอาน่ะ พ่อมันหวงมากนะ ค่าที่พ่อเขาค่อนข้าง.... เออ เจ้าชู้เลยล่ะ หวังว่าเข้าใจ"
"ครับ"
"ไม่กลัวเหรอ"
"เกร็งครับ"
"เอาน่า ไม่ถึงกับตายหรอก หลานอามันไม่เคยมีแฟน พ่อเขาก็กลัวว่าจะไปหลอกลูกสาวไรงี้"
"ไม่หรอกครับ นี่มาขอเป็นเมียเลย"
 
ค่ะ..... ตูนี่อยากเอาหัวโขกประตูรถตาย แล้วทำไมอากับว่าที่หลานเขยเข้ากันได้ดีจังเลย ไอ้เรารึเครียดจนจะอ้วกแล้วน่ะ
พอถึงบ้านก็ตามเสต็ป นายป๊อปโดนซักฟอกเป็นการใหญ่ ซึ่งเขาก็ได้ใจไปที่ตอบตรงทุกอย่าง อะไรผิดเขาก็ยอมรับว่าผิด อะไรที่ควรคุยถึงคุณสมบัติตัวเอง.....ตานี่ไม่เคยโม้ และชอบพูดว่า "ผมไม่เก่งหรอกครับ"
 
แน่นอนว่าคนที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือลูกศิษย์ตัวเอง และเป็นที่แน่ชัดว่ามันขัดกับความสามารถที่แท้จริง (ลูกศิษย์เขาบอกเรามาอีกทีค่ะ ไม่ได้ยกเมฆขึ้นเอง)
 
พิธีแต่งงานถูกกำหนดขึ้นภายในอีกสองเดือนหลังจากนี้ พ่อบอกว่าพ่อไม่เอาอะไรเป็นหลักประกัน แต่ขอไว้เพียงไม่กี่เรื่องคือ ถ้าเลิกกันให้เอาลูกพ่อมาคืน ถ้าพ่อตายให้จุดธูปบอก กับ อย่าได้ลงไม้ลงมือกับลูกพ่อเป็นอันขาด ซึ่งแน่นอนว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ผู้ชายคนนี้ได้รักษาสัญญาใจไว้อย่างระมัดระวัง
 
มาถึงเรื่องแต่งงาน เราเองมีความคิดว่าพิธีมันก็ไม่ได้จัดอะไรใหญ่โต ใส่กางเกงยีนส์พอมั้ง
 
คิดไปคิดมา....ทุเรศลูกตาเปล่าๆ อย่ากระนั้นเลย หาเรื่องตัดชุดแต่งงานแบบเรียบๆ แต่เก๋ๆ แบบไม่เหมือนใครเลยดีกว่าไหม ถามอีกคนนึงเขาก็บอกว่า.....อะไรก้อด้ายยยย ขอให้ตัดให้ผมด้วยนะครับ
 
Foot in mouth
 
เราเลยเลือกที่จะตัดชุดแต่งงานสีน้ำเงิน.... ฟังไม่ผิดค่ะ ชุดแต่งงานสีน้ำเงิน
 
การเขียนแพทเทิร์นและตัดเย็บก็ทำกันในโรงเรียน อ.อั้ม มี้แต๋ม และครูแผนกเสื้อผ้าท่านอื่นๆรู้ข่าวก็พลอยยินดีและตื่นเต้นกับการตัดชุดแต่งงาน อ.บุญชู บอกว่า สมัยแต่งงานก็ตัดชุดเอง.... เหนื่อยชิกหัยเลยลูกเอ๊ย ไปเช่าเอาเถอะ เราก็แย้งว่า ถ้ามันมีชุดสีน้ำเงินให้เช่าหนูก็เช่าแหละ แต่นี่มันไม่มีง่ะ
 
สิ่งแรกที่ทำเลยคือ.... วาดแบบ
 
ยากแล้วไง เอาแบบไหนดี อยากได้เป็นเกาะอก ชุดยาวๆพองๆ วาดแค่นั้นแหละค่ะแล้วเอาไปให้ อ.อั้ม พิจารณาปรับแต่งรายละเอียด ซึ่ง อ.อั้ม ก็ดีใจหาย คุมทุกขั้นตอน โดยมี อ.แต๋ม มาดูและให้คำแนะนำเป็นระยะๆ อ.บุญชู เองก็ออกความคิดเห็น ท้วงติงให้ ทั้งๆที่มันเป็นแบบชุดที่เรียบง่ายมากนะคะ แต่ทุกคนทำเป็นงานช้างจนเราแอบขำไม่ได้
 
 
วันนึงเราหอบชุดแต่งงานไปสอยชายกระโปรงที่วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครเพราะนัดเพื่อนไว้ว่าเดี๋ยวไปเดินเที่ยวคลองหลอดด้วยกัน เราถือชุดพร้อมแพทเทิร์นเดินผ่านห้องตัดเย็บหญิงแล้วบังเอิญทำแพทเทิร์นตก เลยกลายเป็นที่สนใจของหลายๆคน ประกอบกับความเมตตาของ อ.วัลภา กลิ่นกุหลาบ ที่สอนตัดเย็บชาย ให้ยืมหุ่นผู้หญิงมาลองเอาชุดขึ้นหุ่นดู เลยเป็นที่กล่าวขวัญจากวันนั้นถึงวันนี้
 
และเป็นสาเหตุที่เด็กจากที่นั่นแห่มาเรียนกับ อ.แต๋ม พิชฎา ขมานุวงศ์ ครูมือหนึ่งแห่งวิชาแพทเทิร์นที่สวนลุมนั่นเอง ซึ่งภายหลังทราบว่า อ.วัลภา ใกล้จะเกษียณแล้ว เลยชี้แนะให้เด็กจากในคลาสบ้างอะไรบ้าง มาเรียนที่สวนลุม และเป็นคำตอบว่าทำไมมี้แต๋มบอกว่า ห้องเรียนทะลักเหลือเกิน
 
ยัยแสนแสบของมี้แอบไปวางยาไว้นั่นเอง Kiss
 
 
เอาไปขึ้นหุ่นห้องเพื่อน
 
.......................................................................
 
พี่หนู แมทธิวส์ เคยพูดว่า "เจ้าสาวควรได้ใส่ชุดที่ตนเองอยากใส่"
 
คำพูดนี้คือคำตอบว่า ทำไมเราถึงลงมือตัดชุดแต่งงานชุดนี้ขึ้นมาเอง และทำไมถึงเลือกสีน้ำเงิน..... เพราะเราอยากใส่
 
ไม่ว่าใครจะพูดว่า เจ้าสาวคนไหนที่ตัดชุดแต่งงานเอง ชีวิตจะเหนื่อยยากลำบาก เราก็ไม่นำมาคิดจริงจังเพราะชีวิตคนเรามันลำบากอยู่แล้ว เราเองก็ผ่านสถานการณ์เลวร้ายที่กระทบกับความมั่นคงจิตใจอย่างที่สุดมาแล้ว ถ้าเราไม่ผ่านวันนั้นมา เราก็ไม่มีวันนี้.....วันที่เติบโตอย่างสมบูรณ์
 
ย้อนกลับไปนึกถึงคำพูดของว่าที่สามีในขณะนั้น ว่าถ้าวันหนึ่งวันใด ไม่มีเงินกินข้าว เราจะทำยังไง?
 
เราตอบเขาไปว่า.....ถ้าพี่อด เราก็อด
 
และบททดสอบนั้นมันก็มาให้เราเห็นจริงๆ แล้วเราทำอย่างที่พูดจริงๆว่าเธออด ฉันอด.....เธออิ่ม ฉันอิ่ม
แล้วเราก็ผ่านสถานการณ์นั้นกันมาได้อย่างปกติ
 
เหตุผลนึงที่เราเลือกสีน้ำเงิน อาจเป็นเพราะความคิดเราที่ขัดแย้งกับสังคมตรงที่ว่า เจ้าสาวถ้าจะใช้คำว่าบริสุทธิ์นั้น คำจำกัดความมันกว้างไป ถ้ามันครอบคลุมถึง "ความไม่เดียงสา" ต่อโลก...... เราว่าเราไม่ควรใส่สีนั้น เพราะเราเชื่อว่า โลกนี้ไม่มีสีขาวหมดจด หรือดำพิสุทธิ์ใดๆ เราเองก็ไม่มีเหตุผลอย่าง "นิยายเจ้าหญิงเจ้าชาย" ที่วาดฝันว่าเมื่อแต่งงานไปชีวิตเราจะสบายเหมือนดังเทพนิยายฝันเฟื่อง เราอาจใส่สีอื่นอย่างสีเทาหรือแดงก็ได้อย่างที่เราชอบ
 
สิ่งหนึ่งที่เราเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นคู่ชีวิต ก็เพราะเขาเป็นคนทำงาน ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ไม่เอาเปรียบและรับผิดชอบต่อหน้าที่..... เรามองผู้ชายเท่านี้จริงๆค่ะ แล้วเชื่อไหมว่ามันหายากจริงๆในสังคมปัจจุบัน
 
เราไม่ได้แต่งงานมาเพื่อความสบาย ถ้าอยากได้อะไรเราจะสร้างด้วยมือของตัวเอง ไม่หวังพึ่งหยาดเหงื่อแรงกายของสามี เพราะเราถือว่านั่นคือการเอาเปรียบต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เราไม่ได้แต่งงานเพื่อเงิน เพราะเรารู้ว่าถ้าเขามีเงินที่ไม่ได้ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง อาจจะได้เพราะมรดก บิดามารดารวย เราจะไม่มองเขาเลย เพราะวันใดวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นมันอันตรธานลงไปในพริบตาเดียวด้วยเหตุอันสุดวิสัยที่จะคาดเดา ถ้าเขาทำงานไม่เป็น ทุกอย่างก็จบ..... อาจจะแม้ชีวิตเขาด้วยเช่นกัน
 
สุดท้ายผู้ชายคนนี้ จากวันนั้นถึงวันนี้ เขาได้ลบอคติในใจเราออกไปเพราะ...
เขาเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง เพราะพูดน้อย และความสนใจของเราอาจผิดไปจากคนส่วนใหญ่
เขาเพื่อนน้อย เป็นเพราะไม่ชอบเที่ยว เป็นคนอยู่ติดที่ มีความสุขกับสิ่งเล็กๆน้องๆที่ไม่สามารถตีราคาออกมาได้
เขาเป็นคนที่รู้สำนึกและยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด พร้อมกับไม่ยินดียินร้ายกับชื่อเสียง
เขาเป็นครูที่ลูกศิษย์เดนตายรักและชื่นชม เพราะความเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อหน้าที่
เขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร
เขาเป็นคนพูดตรง เพราะไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เลยทำให้บางครั้งตกเป็นฝ่ายถูกกระทำจากคนไม่จริงใจ
 
ไม่เป็นไรนะ ถ้าเธอพลาดฉันจะทำแทนให้เธอทุกอย่าง
 
แค่อยากจะขอบคุณ....คนที่ฝากแผลลึกลงในใจฉัน ขอบคุณสำหรับสติ
 
ขอบคุณใครก็ตาม ที่ทิ้งเขาไป.... ทำให้ฉันได้เจอเขาในวันนั้น
 
เลือกเถอะ....สุดท้ายเธอจะไม่เสียใจเพราะเธอได้เลือกแล้ว
 
 
 
 
นี่น่าจะเป็นรูปเดียวที่ "ดูได้" มากที่สุด เพราะรูปดีๆอยู่ในเม็มกล้อง..... ซึ่งมันหล่นหายไป
(หายหมด รูปไปทะลงทะเล เง้ออออ 5555555555+)

edit @ 14 May 2015 23:53:24 by ยัยป๋น

__เจ้าสาวสีน้ำเงิน__(ภาคต่อ)

posted on 13 May 2015 00:01 by suncomedumdum in Diary directory Lifestyle, Fashion, Diary
เอ เขียนๆไป จะกลายเป็นนินทาสามีรึเปล่าก็ไม่รู้ Kiss
 
หลังจากเหตุการณ์การ add friend เพราะหมั่นไส้ เหมือนสวรรค์แกล้ง.... วันนั้นออกจากบ้านโดยลืมกุญแจบ้าน กลับถึงบ้านก็ดึกแถมแบตฯมือถือหมดอีกต่างหาก กลัวก็กลัวว่าคนที่บ้านลงมาเปิดประตูให้แล้วจะโดนสวดยับ ซึ่งเราเองก็จำไม่ได้นะคะว่าเหตุการณ์วันนั้นมันจบยังไง หัวจิ้มหมอนแล้วความทรงจำทุกอย่างก็ลบทิ้ง..... ลืมผู้ชายคนนั้นไป
 
เช้ามาเราไปเรียนตามปกติ เย็นก็นัดเจอกับเพื่อนที่เรียนภาคค่ำ ณ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร เพราะคุณเธอก็มีงานประจำ แต่ดันมาสนใจแฟชั่นและการตัดเย็บเหมือนๆกันเลยลงเรียนที่ใกล้ที่พักมากที่สุด ไม่เหมือนเรา ถ่อไปถึงใจกลางสีลมนู่น
 
เอามือถือมาดู chat head ค้างอยู่ จะตอบเขาดีไหมหนอที่ทักมา ใจหนึ่งไม่อยากตอบเพราะความเกลียด ใจหนึ่งก็คิดว่าแล้วถ้าเราไปตัดสินคนๆนึงด้วย "อคติ" ในอดีต มันช่างทารุณเสียเหลือเกิน อีกอย่างเขาคงไม่เลวร้ายอะไรถึงจะได้ยินกิตติศัพท์บางอย่างในความ "เฮี้ยว" มาเยอะแยะ..... ถ้าไม่ดีจริง คงไม่เป็นเพื่อนอาจารย์ของเราหรอกเนอะ เกือบจะทักกลับ อีกใจก็แย้งมาว่า.... มันไม่ใช่เพราะความใจดีแบบนี้หรอกหรือ ที่ทำให้เราเจ็บจนถึงทุกวันนี้ ความคิดตีกันไปตีกันม