Diary

__เจ้าสาวสีน้ำเงิน__(ภาคจบ)

posted on 13 May 2015 01:58 by suncomedumdum in Diary directory Lifestyle, Fashion, Diary
มีแฟนแล้วแฮะ
 
บอกได้คำเดียวว่า "งง"
 
มีแฟนมันต่างจากมีเพื่อนสนิทตรงไหนเหรอ มีแฟนแล้วเราต้องทำตัวยังไงเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามที่ไม่รู้จะหาคำตอบที่ไหน เราเป็นตัวของเรา เขาก็เป็นตัวของเขา ช่วงแรกๆก็สามวันดี สี่วันผีเข้า งอนกันไปงอนกันมา เราก็เจ้าแม่น้ำตามากๆเพราะเป็นคนที่เวลาเครียดจะร้องไห้ ส่วนอีกคนน่ะเหรอ....แพ้น้ำตา
 
แพ้บ้างสิตาบ้า รู้ไหมว่าถ้าไม่ใช่นั่งคุยกันแล้วเธอน้ำตาคลอวันนั้น ฉันจะไม่ใจอ่อนเลย
 
หลังจากวันนั้นมา กิจกรรมที่ทำกันมาโดยตลอด คือ ถ้าไม่ว่างเป็นเข้าวัด ก็พากันออกกำลังกาย แต่ที่แน่ๆเราไม่ใจอ่อนมาเล่นคาราเต้หรอก ยังค่ะยัง ช่วงแรกเราออกกำลังกายเพราะออกจะเกรงใจแฟนที่วันๆพาเข้ายิม เราก็ออกมันนิดๆหน่อยๆ จนหลังแต่งงานได้ครึ่งปีนี่แหละที่มาบ้าออกกำลังกายจริงๆจังๆ ลีนไขมันออก (ซิกแพ็คขึ้นเมื่อไหร่เตรียมตัวโชว์เลยนะเนี่ย อิอิ)
 
เขาเป็นคนที่ไม่รุกนะ แปลกตรงนี้ เราเองยังนึกตะหงิดๆว่ามันเป็นเกย์รึเปล่าฟระ! เราก็ออกจะเป็นผู้หญิงห้าวๆ คนบ้าอะไรเป็นแฟนกันนั่นก็ยังเหนียมๆอายๆ มีอยู่วันนึงนั่งคุยกันในรถ ตานี่ก็ท่ามาก.... เราเลยดึงมือไปจับซะเลย
 
เขาก็มือเย็น สั่นนิดๆ
 
ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ ตูสิไม่มีประสบการณ์ยังจะหน้าด้านกว่าเลย 555555555555555+
 
.......................................................................
 
ก็ยังมานั่งถามตัวเองว่าทำไมใจอ่อนยอมหักอคติออกไป คำตอบคือไม่รู้ พูดอย่างเพ้อๆคือสงสัยพรหมลิขิตมั้ง
 
หลักจากนั้นเพียงสามสัปดาห์... เขาขอแต่งงาน
 
แล้วเราก็บ้าพอที่จะตอบว่า "เอาสิ"
 
เหมือนกับเห็นว่าไม่สลักสำคัญอะไร เหมือนกับเล่นพ่อแม่ลูก ซึ่งหลายคนตำหนิเรามากนะคะเรื่องนี้ที่ตัดสินใจโดยที่.... มึนๆเอา
 
เขาถามเราว่าจะไปหาพ่อเมื่อไหร่ดี เราก็ประวิงเวลา (ก็ขี้เกียจ) ไปได้เดือนกว่า จนกระทั่งที่เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เย็นวันนึงก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน เขาพูดขึ้นมาว่า

"จองตั๋วเครื่องบินที เดี๋ยวเอาบัตรนี่ไปนะ"
"พี่พูดเรื่องอะไร"
"ก็....ไปหาว่าที่พ่อตาไง" เขาตอบพลางเปิดกระเป๋าตังค์ ยื่นบัตรเครดิตให้
"นี่ ตาป๊อป เธอจะบ้าหรือยังไง อยากโดนยิงไส้แตกรึไง พ่อฉันดุนะ บ้าจี้ไปสิไม่รู้จะโดน .357 รึเปล่าเผ่นออกมาไม่ทันหรอก"
"บ้าไม่บ้าไม่รู้ จะไปคุยให้รู้เรื่อง ยิงระยะสามเมตรยิงได้ให้รู้ไป"
"แล้วพี่จะไปคุยว่ายังไง?"
 
นิ่งอยู่อึดใจ ก็พูดมาว่า
 
"พ่อครับ ผมมาขอลูกสาวพ่อครับ พ่อยกให้ผมเถอะนะครับ" พูดจริงจังและขึงขังมาก
"ถ้าพ่อไม่ให้?"
"เดี๋ยวพี่ลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่ตรงนั้นแหละ"
"ต๊ายตาย นี่รู้มั้ยว่าตัวเองหน้าด้านมากเลยนะ"
"หน้าไม่ด้านจะได้เธอมาเป็นแฟนเหรอ"
 
เราหัวเราะลั่น เพราะมุกตลกหน้าตายนั่นแหละค่ะ เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ โกรธก็หน้านี้ ดีใจก็หน้านี้ สุดท้ายก็ต้องยอมใจจองตั๋วเครื่องบินให้ไปพักร้อนห้าวัน....แล้วช่วยมีชีวิตกลับมาด้วยนะ
 
.......................................................................
 
เครื่องบินแตะพื้น เอากระเป๋าเสร็จเดินมาทางออก อาเรามารอรับค่ะ ยังกับจะเป็นหน้าด่านแรก
พอเราแนะนำให้รู้จักเท่านั้นแหละ (จริงๆเราโทรคุยกับอามาหน่อยนึงแล้วว่าจะพาใครไป)
 
"คุณมาทำไม"
 
อาเปิดฉาก ตามฉบับทนายความอันดับหนึ่งของจังหวัด ตายล่ะวา......เข้าถ้ำเสือแล้ว เรายืนหน้าเจื่อน
 
"ผมมาขอหลานสาวอาครับ"
 
ทั้งคู่ยืนจ้องหน้ากันอยู่นาน เรานึกว่าอาจะไล่เตะค่าที่บังอาจมองหน้าแถมวาจาเถรตรงสิ้นดี
 
"แหม่" อาคราง "ยอมใจมันจริงๆไอ้เสือนี่มันนักเลงใช้ได้ มา....ไปบ้านกัน เดี๋ยวพ่อมันเตรียมลูกซองแน่ๆ เธอเดินตามหลังอานะ ให้ไอ้หลานสาวมันเดินเข้าบ้านไปไหว้พ่อมันก่อน"
 
เชื่อมั้ย ระหว่างทางอาก็ถามสัพเพเหระ แล้วแฟนเราก็ตอบตรงๆเสียจนเราใจหายวาบว่ามันจะรอดไหมนี่
มันจะมีชีวิตรอดเย็นนี้ไปได้ไหม???
 
"หลานสาวอาน่ะ พ่อมันหวงมากนะ ค่าที่พ่อเขาค่อนข้าง.... เออ เจ้าชู้เลยล่ะ หวังว่าเข้าใจ"
"ครับ"
"ไม่กลัวเหรอ"
"เกร็งครับ"
"เอาน่า ไม่ถึงกับตายหรอก หลานอามันไม่เคยมีแฟน พ่อเขาก็กลัวว่าจะไปหลอกลูกสาวไรงี้"
"ไม่หรอกครับ นี่มาขอเป็นเมียเลย"
 
ค่ะ..... ตูนี่อยากเอาหัวโขกประตูรถตาย แล้วทำไมอากับว่าที่หลานเขยเข้ากันได้ดีจังเลย ไอ้เรารึเครียดจนจะอ้วกแล้วน่ะ
พอถึงบ้านก็ตามเสต็ป นายป๊อปโดนซักฟอกเป็นการใหญ่ ซึ่งเขาก็ได้ใจไปที่ตอบตรงทุกอย่าง อะไรผิดเขาก็ยอมรับว่าผิด อะไรที่ควรคุยถึงคุณสมบัติตัวเอง.....ตานี่ไม่เคยโม้ และชอบพูดว่า "ผมไม่เก่งหรอกครับ"
 
แน่นอนว่าคนที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือลูกศิษย์ตัวเอง และเป็นที่แน่ชัดว่ามันขัดกับความสามารถที่แท้จริง (ลูกศิษย์เขาบอกเรามาอีกทีค่ะ ไม่ได้ยกเมฆขึ้นเอง)
 
พิธีแต่งงานถูกกำหนดขึ้นภายในอีกสองเดือนหลังจากนี้ พ่อบอกว่าพ่อไม่เอาอะไรเป็นหลักประกัน แต่ขอไว้เพียงไม่กี่เรื่องคือ ถ้าเลิกกันให้เอาลูกพ่อมาคืน ถ้าพ่อตายให้จุดธูปบอก กับ อย่าได้ลงไม้ลงมือกับลูกพ่อเป็นอันขาด ซึ่งแน่นอนว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ผู้ชายคนนี้ได้รักษาสัญญาใจไว้อย่างระมัดระวัง
 
มาถึงเรื่องแต่งงาน เราเองมีความคิดว่าพิธีมันก็ไม่ได้จัดอะไรใหญ่โต ใส่กางเกงยีนส์พอมั้ง
 
คิดไปคิดมา....ทุเรศลูกตาเปล่าๆ อย่ากระนั้นเลย หาเรื่องตัดชุดแต่งงานแบบเรียบๆ แต่เก๋ๆ แบบไม่เหมือนใครเลยดีกว่าไหม ถามอีกคนนึงเขาก็บอกว่า.....อะไรก้อด้ายยยย ขอให้ตัดให้ผมด้วยนะครับ
 
Foot in mouth
 
เราเลยเลือกที่จะตัดชุดแต่งงานสีน้ำเงิน.... ฟังไม่ผิดค่ะ ชุดแต่งงานสีน้ำเงิน
 
การเขียนแพทเทิร์นและตัดเย็บก็ทำกันในโรงเรียน อ.อั้ม มี้แต๋ม และครูแผนกเสื้อผ้าท่านอื่นๆรู้ข่าวก็พลอยยินดีและตื่นเต้นกับการตัดชุดแต่งงาน อ.บุญชู บอกว่า สมัยแต่งงานก็ตัดชุดเอง.... เหนื่อยชิกหัยเลยลูกเอ๊ย ไปเช่าเอาเถอะ เราก็แย้งว่า ถ้ามันมีชุดสีน้ำเงินให้เช่าหนูก็เช่าแหละ แต่นี่มันไม่มีง่ะ
 
สิ่งแรกที่ทำเลยคือ.... วาดแบบ
 
ยากแล้วไง เอาแบบไหนดี อยากได้เป็นเกาะอก ชุดยาวๆพองๆ วาดแค่นั้นแหละค่ะแล้วเอาไปให้ อ.อั้ม พิจารณาปรับแต่งรายละเอียด ซึ่ง อ.อั้ม ก็ดีใจหาย คุมทุกขั้นตอน โดยมี อ.แต๋ม มาดูและให้คำแนะนำเป็นระยะๆ อ.บุญชู เองก็ออกความคิดเห็น ท้วงติงให้ ทั้งๆที่มันเป็นแบบชุดที่เรียบง่ายมากนะคะ แต่ทุกคนทำเป็นงานช้างจนเราแอบขำไม่ได้
 
 
วันนึงเราหอบชุดแต่งงานไปสอยชายกระโปรงที่วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครเพราะนัดเพื่อนไว้ว่าเดี๋ยวไปเดินเที่ยวคลองหลอดด้วยกัน เราถือชุดพร้อมแพทเทิร์นเดินผ่านห้องตัดเย็บหญิงแล้วบังเอิญทำแพทเทิร์นตก เลยกลายเป็นที่สนใจของหลายๆคน ประกอบกับความเมตตาของ อ.วัลภา กลิ่นกุหลาบ ที่สอนตัดเย็บชาย ให้ยืมหุ่นผู้หญิงมาลองเอาชุดขึ้นหุ่นดู เลยเป็นที่กล่าวขวัญจากวันนั้นถึงวันนี้
 
และเป็นสาเหตุที่เด็กจากที่นั่นแห่มาเรียนกับ อ.แต๋ม พิชฎา ขมานุวงศ์ ครูมือหนึ่งแห่งวิชาแพทเทิร์นที่สวนลุมนั่นเอง ซึ่งภายหลังทราบว่า อ.วัลภา ใกล้จะเกษียณแล้ว เลยชี้แนะให้เด็กจากในคลาสบ้างอะไรบ้าง มาเรียนที่สวนลุม และเป็นคำตอบว่าทำไมมี้แต๋มบอกว่า ห้องเรียนทะลักเหลือเกิน
 
ยัยแสนแสบของมี้แอบไปวางยาไว้นั่นเอง Kiss
 
 
เอาไปขึ้นหุ่นห้องเพื่อน
 
.......................................................................
 
พี่หนู แมทธิวส์ เคยพูดว่า "เจ้าสาวควรได้ใส่ชุดที่ตนเองอยากใส่"
 
คำพูดนี้คือคำตอบว่า ทำไมเราถึงลงมือตัดชุดแต่งงานชุดนี้ขึ้นมาเอง และทำไมถึงเลือกสีน้ำเงิน..... เพราะเราอยากใส่
 
ไม่ว่าใครจะพูดว่า เจ้าสาวคนไหนที่ตัดชุดแต่งงานเอง ชีวิตจะเหนื่อยยากลำบาก เราก็ไม่นำมาคิดจริงจังเพราะชีวิตคนเรามันลำบากอยู่แล้ว เราเองก็ผ่านสถานการณ์เลวร้ายที่กระทบกับความมั่นคงจิตใจอย่างที่สุดมาแล้ว ถ้าเราไม่ผ่านวันนั้นมา เราก็ไม่มีวันนี้.....วันที่เติบโตอย่างสมบูรณ์
 
ย้อนกลับไปนึกถึงคำพูดของว่าที่สามีในขณะนั้น ว่าถ้าวันหนึ่งวันใด ไม่มีเงินกินข้าว เราจะทำยังไง?
 
เราตอบเขาไปว่า.....ถ้าพี่อด เราก็อด
 
และบททดสอบนั้นมันก็มาให้เราเห็นจริงๆ แล้วเราทำอย่างที่พูดจริงๆว่าเธออด ฉันอด.....เธออิ่ม ฉันอิ่ม
แล้วเราก็ผ่านสถานการณ์นั้นกันมาได้อย่างปกติ
 
เหตุผลนึงที่เราเลือกสีน้ำเงิน อาจเป็นเพราะความคิดเราที่ขัดแย้งกับสังคมตรงที่ว่า เจ้าสาวถ้าจะใช้คำว่าบริสุทธิ์นั้น คำจำกัดความมันกว้างไป ถ้ามันครอบคลุมถึง "ความไม่เดียงสา" ต่อโลก...... เราว่าเราไม่ควรใส่สีนั้น เพราะเราเชื่อว่า โลกนี้ไม่มีสีขาวหมดจด หรือดำพิสุทธิ์ใดๆ เราเองก็ไม่มีเหตุผลอย่าง "นิยายเจ้าหญิงเจ้าชาย" ที่วาดฝันว่าเมื่อแต่งงานไปชีวิตเราจะสบายเหมือนดังเทพนิยายฝันเฟื่อง เราอาจใส่สีอื่นอย่างสีเทาหรือแดงก็ได้อย่างที่เราชอบ
 
สิ่งหนึ่งที่เราเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นคู่ชีวิต ก็เพราะเขาเป็นคนทำงาน ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ไม่เอาเปรียบและรับผิดชอบต่อหน้าที่..... เรามองผู้ชายเท่านี้จริงๆค่ะ แล้วเชื่อไหมว่ามันหายากจริงๆในสังคมปัจจุบัน
 
เราไม่ได้แต่งงานมาเพื่อความสบาย ถ้าอยากได้อะไรเราจะสร้างด้วยมือของตัวเอง ไม่หวังพึ่งหยาดเหงื่อแรงกายของสามี เพราะเราถือว่านั่นคือการเอาเปรียบต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เราไม่ได้แต่งงานเพื่อเงิน เพราะเรารู้ว่าถ้าเขามีเงินที่ไม่ได้ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง อาจจะได้เพราะมรดก บิดามารดารวย เราจะไม่มองเขาเลย เพราะวันใดวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นมันอันตรธานลงไปในพริบตาเดียวด้วยเหตุอันสุดวิสัยที่จะคาดเดา ถ้าเขาทำงานไม่เป็น ทุกอย่างก็จบ..... อาจจะแม้ชีวิตเขาด้วยเช่นกัน
 
สุดท้ายผู้ชายคนนี้ จากวันนั้นถึงวันนี้ เขาได้ลบอคติในใจเราออกไปเพราะ...
เขาเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง เพราะพูดน้อย และความสนใจของเราอาจผิดไปจากคนส่วนใหญ่
เขาเพื่อนน้อย เป็นเพราะไม่ชอบเที่ยว เป็นคนอยู่ติดที่ มีความสุขกับสิ่งเล็กๆน้องๆที่ไม่สามารถตีราคาออกมาได้
เขาเป็นคนที่รู้สำนึกและยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด พร้อมกับไม่ยินดียินร้ายกับชื่อเสียง
เขาเป็นครูที่ลูกศิษย์เดนตายรักและชื่นชม เพราะความเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อหน้าที่
เขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ที่ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร
เขาเป็นคนพูดตรง เพราะไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เลยทำให้บางครั้งตกเป็นฝ่ายถูกกระทำจากคนไม่จริงใจ
 
ไม่เป็นไรนะ ถ้าเธอพลาดฉันจะทำแทนให้เธอทุกอย่าง
 
แค่อยากจะขอบคุณ....คนที่ฝากแผลลึกลงในใจฉัน ขอบคุณสำหรับสติ
 
ขอบคุณใครก็ตาม ที่ทิ้งเขาไป.... ทำให้ฉันได้เจอเขาในวันนั้น
 
เลือกเถอะ....สุดท้ายเธอจะไม่เสียใจเพราะเธอได้เลือกแล้ว
 
 
 
 
นี่น่าจะเป็นรูปเดียวที่ "ดูได้" มากที่สุด เพราะรูปดีๆอยู่ในเม็มกล้อง..... ซึ่งมันหล่นหายไป
(หายหมด รูปไปทะลงทะเล เง้ออออ 5555555555+)

edit @ 14 May 2015 23:53:24 by ยัยป๋น

__เจ้าสาวสีน้ำเงิน__(ภาคต่อ)

posted on 13 May 2015 00:01 by suncomedumdum in Diary directory Lifestyle, Fashion, Diary
เอ เขียนๆไป จะกลายเป็นนินทาสามีรึเปล่าก็ไม่รู้ Kiss
 
หลังจากเหตุการณ์การ add friend เพราะหมั่นไส้ เหมือนสวรรค์แกล้ง.... วันนั้นออกจากบ้านโดยลืมกุญแจบ้าน กลับถึงบ้านก็ดึกแถมแบตฯมือถือหมดอีกต่างหาก กลัวก็กลัวว่าคนที่บ้านลงมาเปิดประตูให้แล้วจะโดนสวดยับ ซึ่งเราเองก็จำไม่ได้นะคะว่าเหตุการณ์วันนั้นมันจบยังไง หัวจิ้มหมอนแล้วความทรงจำทุกอย่างก็ลบทิ้ง..... ลืมผู้ชายคนนั้นไป
 
เช้ามาเราไปเรียนตามปกติ เย็นก็นัดเจอกับเพื่อนที่เรียนภาคค่ำ ณ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร เพราะคุณเธอก็มีงานประจำ แต่ดันมาสนใจแฟชั่นและการตัดเย็บเหมือนๆกันเลยลงเรียนที่ใกล้ที่พักมากที่สุด ไม่เหมือนเรา ถ่อไปถึงใจกลางสีลมนู่น
 
เอามือถือมาดู chat head ค้างอยู่ จะตอบเขาดีไหมหนอที่ทักมา ใจหนึ่งไม่อยากตอบเพราะความเกลียด ใจหนึ่งก็คิดว่าแล้วถ้าเราไปตัดสินคนๆนึงด้วย "อคติ" ในอดีต มันช่างทารุณเสียเหลือเกิน อีกอย่างเขาคงไม่เลวร้ายอะไรถึงจะได้ยินกิตติศัพท์บางอย่างในความ "เฮี้ยว" มาเยอะแยะ..... ถ้าไม่ดีจริง คงไม่เป็นเพื่อนอาจารย์ของเราหรอกเนอะ เกือบจะทักกลับ อีกใจก็แย้งมาว่า.... มันไม่ใช่เพราะความใจดีแบบนี้หรอกหรือ ที่ทำให้เราเจ็บจนถึงทุกวันนี้ ความคิดตีกันไปตีกันมา เลยควักเหรียญออกมาโยน หัวตอบ ก้อยไม่ตอบ โยน!
 
หัว....
 
"บ้าบอสิ้นดี" เอาใหม่อีกซักทีตะกี้ดีดแรงไป
 
หัว....
 
"ไม่" เอาอีกที
 
หัว....
 
..
 
..
 
เอออออออออ!! ตอบก็ได้วะ แหมมมมมม นรกชังหรือสวรรค์แกล้งล่ะนี่ คิดไปคิดมา....ไม่น่าไปสอใส่เกือก add เขาเล้ยยยยยยยยยย แล้วอีตาบ้านี่ก็ดันตอบไวเหลือเกิน
 
"นมัสการ" ช่วยไม่ได้ อยากมา นมัสเต ก่อนทำไม
"ตกลงเมื่อคืนกินเหล้าหรือเปล่าครับ"
"ไม่ได้กินค่ะ" เอากะพี่แก จะเค้นให้เป็นคนชั่ววันยังค่ำจริงๆ
 
เหตุการณ์ในแชทก็คือการคาดคั้นว่า นังคนนี้มันต้องเป็นลำยองแน่ๆ จะมาไม้ไหนอีกล่ะ ฉันไปนั่งกินบนศีรษะใครให้ใครเดือดร้อนหรืออะไรยังไงมิทราบ? ดูคาดคั้นเหมือนนี่ไปขับรถชนคนตายมาแล้วหลายศพ (ถึงดิฉันจะดริฟท์รถเป็น ดิฉันก็ไม่เคยเมาแล้วขับนะคะอาจารย์เจ้าขา!!!)
 
"ตกลงทานเหล้ามั้ยครับ อีกคนนึงสารภาพหมดแล้ว"
"นี่ อาจารย์จะคาดคั้นเอาอะไรคะ ดื่มแล้วไง ไม่ดื่มแล้วยังไง อาจารย์จะเสียหายตรงไหนหรือเปล่าคะ แล้วก็เหล้าน่ะมันเป็นน้ำ ใช้กิริยาให้ถูกตามหลักไวยกรณ์ด้วยค่ะ"
 
ตบมั้ย...จะได้จบ?? Yell Yell Yell Yell
 
เรื่องไร้สาระคือ เราไปถามน้องว่าเอ็งเนี่ยไปบอกอาจารย์เหรอว่ากินเหล้า นังน้องสาวตัวดียอมรับ แถมปากดีอีกว่าแล้วพี่จะไปปากแข็งทำไม รับๆไปสิ
 
ไม่รู้แฮะ จริงๆรับไปก็จบนี่นา.....เนอะ
 
เหตุการณ์หลังจากนี้ คู่กรณีบอกว่ากำลังจะขับรถ ขอไลน์ได้ไหมเพื่อที่จะโทรไลน์ไปหา เราเองก็คิดในใจนะคะว่าผู้ชายคนนี้มันช่างไม่ลงทุนเอาเสียเลย แต่ก็ให้ไลน์นะ สุดท้าย 3G เมืองไทยที่ไวระดับหอยทากวิ่งก็ทำพิษ..... เลยต้องให้เขาโทรเข้ามาแทน คำแรกที่คุยกันคือ
 
"ทำไมฉันต้องให้เบอร์คุณด้วย?"
 
ปลายสายหัวเราะ โยนมาว่ามันเป็นการตัดสินใจของเราเองไม่ใช่เหรอ? ค่ะ....ใช่ แต่ทำไมทั้งๆที่รู้สึกว่าเราควรจะเกลียดผู้ชายคนนี้นะ เกลียดมาสี่ปีแล้วนี่ แต่น่าแปลกที่การโทรมาในครั้งนี้เราไม่ได้คุยแบบ flirt กันแต่ประการใด คุยกันเรื่องธรรมะ เพราะเขาเองเวลาคุยเรื่องนี้กับเพื่อน เพื่อนเขาชอบอ้างว่าสิ่งที่จะตอบโต้กันมันมาจากการถามเรานี่แหละค่ะ สงสัยเขาคงคิดมั้งว่า.....ยัยคนนี้มันแน่สักแค่ไหนเชียว
 
คุยไปคุยมา 2 ชั่วโมง Sealed ถึงได้บอกว่าเป็นช่วงเวลาบ้าบอคอแตกที่เกลียดคนๆนึงแต่กลับคุยกับเขายาวและคุ้นกันเหมือนกับคนที่คุ้นเคย เราเองก็ระวังตัวในการพูดคุยอย่างมากกับคนแปลกหน้า แต่อย่างที่บอก..... เหมือนคุ้นเคยกันมานาน จนกระทั่งเราขอวางสายไป แล้วเขาก็โทรมาคุยเรื่องเดิมตอนเราใกล้นอนซึ่งคุยกันไม่นานหรอกเพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องไปสมัครงาน และตัวเขาเองต้องไปต่างจังหวัด
 
วันรุ่งขึ้นในไลน์
 
ช่วงเย็นหลังเสร็จภารกิจเราแวะไปหาอาจารย์ในวัดแห่งหนึ่งย่านรัชดา อาจารย์ทักเล่นๆว่า...."สงสัยศิษย์เอกได้แต่งงานก็คราวนี้ล่ะ"
 
เราสะดุ้ง งง อาจารย์พูดเรื่องอะไร แต่ไหนๆก็ไหนๆอาจจะด้วยเพราะสันดานชอบลองดีที่แก้ไม่หายเสียที เราถามอาจารย์ไปว่า
 
"แล้วว่าที่สามีหนูเนี่ย เป็นยังไงเหรอคะอาจารย์"
 
เอาสิคะอาจารย์ ถ้าอาจารย์แน่จริงก็ตอบมา บอกแล้ว....ชาตินี้จะเป็นโสด เข็ดแล้วจริงๆกับผู้ชาย
 
"เอ้า ถามจริงตอบจริง ถามตรงๆอาจารย์ก็ตอบตรงๆ" แกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "จำคำไว้นะลูก คู่หนูเป็นผู้ชายที่เคยเจอกันมาแล้วในอดีต ชาตินี้แหละที่เคยเจอ แต่หนูจะไม่นึกเลยว่าเป็นคนๆนั้น เขาเป็นคนดีนะ....ดีมากเชียวล่ะ แต่เพราะสังคมพาไป เพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็นเลยออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่สันดานหรือนิสัยของเขาเลย เขามาสว่าง แล้วก็จะไปสว่างแต่หนูต้องช่วยเขา เขาเป็นคนผิวขาแต่ไม่มาก ตาตี่ เทียบกับหนูเขาไม่สูงกว่าหนูเท่าไหร่ เทียบกับผู้หญิงที่มีปัญหากันเขาสูงกว่ามาก เขาอายุมากกว่าหนูรอบกว่าแต่บางครั้งเขาก็อาจจะเด็กกว่าหนูนะ แล้วระวัง.....ผู้หญิงของเขาจะกลับมาในวันที่หนูกำลังจะแต่งงาน ถ้าเขารักหนูจริง......เขาจะไม่ยอมปล่อยมือเลย ไม่ยอมกลับไปในที่ที่จากมา ตัดสินใจดีๆ"
 
อย่าถามนะว่าเราจำทั้งหมดได้ยังไง จำขึ้นใจไม่พอเราหยิบสมุดมาจดเลย อยากรู้จังอาจารย์จะแม่นซักแค่ไหน เชอะ! ลูกศิษย์คนนี้หัวเด็ดตีนขาดไม่แต่งงานแน่ๆ ไม่แต่งแน่ๆ!!!
 
เราออกจากวัดด้วยอาการโหวงเหวงแปลกๆ นี่ฉันจะแต่งงานเหรอ แต่งกับใคร แต่งอีกไม่กี่เดือน ไหนคะไหน? สามีน่ะไหน? แฟนยังไม่มีจะเอาสามีที่ไหนคะ ไม่ใช่ปลานะคะที่จะเหวี่ยงแหดักเอาได้ เวรกรรม
 
ก่อนเข้าบ้านก็แวะซื้อของ สามทุ่มแล้ว ใครคนนึงบอกอยากเจอเพราะที่คุยไว้เมื่อคืนยังคุยไม่จบ เราก็บอกปัดไปทางแชทว่าดึกแล้วจะมาทำไม เขาก็ยืนยันจะมา แล้วก็มาจริงๆ เราคุยกันแค่ 10 นาทีแล้วต้องรีบแยกย้ายกลับ เราขอตัวกลับบ้านเพราะย้ายบ้านไปฟากตรงข้ามซึ่งต้องเข้าซอยลึกมากแต่เขาอาสาไปส่ง จริงๆเราเกรงใจนะ แต่ทนคะยั้นคะยอไม่ไหวเลยจำใจไป ไม่รู้อีตานี่จะมาไม้ไหนอีก
 
ก่อนลงจากรถ เราก็ดันเผลอไปเล่าให้ฟังว่าวันศุกร์ (วันนี้วันพุธ) นัดเพื่อนสนิทคนนึงจะไปวัดกันเพราะเป็นวันวิสาขบูชา นัดไว้ 9 โมง เสร็จแล้วจะไปช่วยพี่หนูทำชุดที่สตูดิโอ.... ซึ่งไม่รู้ว่าไม่เล่าให้ฟังทำไมเหมือนกัน
 
...................................................................
 
คืนวันพฤหัสฯ เราบอกเพื่อนว่าวันศุกร์ให้โทรมาก่อนที่จะออกไปยังที่นัดไว้ เธอออกมาเมื่อไหร่โทรหาฉันทันทีเลยนะ เจ้าตัวรับปากดิบดี แต่วันรุ่งขึ้นหายเงียบ

แปดโมงเช้า อีตาอาจารย์ไลน์มาถามว่า วัดเนี่ยจะได้ไปมั้ยชาตินี้
 
ปากมอม...... ยัยเพื่อนตัวแสบ มันก็ไม่โทรมาซะที เราเลยยังไม่ออกจากบ้าน เผื่อมันเบี้ยว
 
เก้าโมงเช้า ถึงเวลานัด เราโทรหาเพื่อน ไม่มีคนรับสาย พยายามไม่โกรธมันเพราะวันพระไม่อยากหงุดหงิด เดี๋ยวตามไปเพ่นกบาลถึงที่เลยนี่
 
เก้าโมงเช้า ใครคนนึ่งส่งข้อความมาถามว่า ยังอยากไปวัดอยู่ไหม....เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน เราส่งข้อความกลับไปอย่างประชดแกมหงุดหงิดว่า "ก็แล้วแต่จะกรุณา"
 
เขามารับหน้าหมู่บ้านเลยค่ะ
 
เราอึ้ง แต่ขึ้นรถไปโดยดี เพิ่งสังเกตว่าในรถเต็มไปด้วยพระ พระ และพระ!! ตายล่ะวา..... เผลอขึ้นรถจอมขมังเวทย์แล้วล่ะสิ เขาเห็นเรานั่งนิ่งเลยถาม
 
"คุณนัดกับเพื่อนจะไปวัดไหน?"
"อยากไปวัดอรุณกัน แล้วต่อด้วยวัดระฆัง ถ้าเวลาเหลือคงไปวัดพระแก้วต่อค่ะ"
"จะไปไหม คนเยอะนะ" เขาถาม
"ไป....เอ้อ ไม่ไปก็ได้ ไปวัดไหนดีล่ะคะ"
"ไปแถวนี้ก็ได้"
 
ขับรถตามป้ายชี้ไปวัด อนิจจา....เราไม่รู้ทาง ป้ายมันขาดช่วง คนขับก็บ้อภูมิเพราะไม่ใช่ถิ่น
 
"ตกลงเอาไงแน่ครับ ไปวัดไหนดีครับคุณผู้หญิง"
"ไปไหนก็ไปป่ะ" เราเริ่มเซ็งแล้ว
"ทีหลังอย่าพูดกับผู้ชายแบบนี้นะว่าไปไหนก็ไป"
"ทำไม มันมีอะไรหรือไง" เรางง

"บอกแบบนี้แสดงว่าไปโรงแรมก็ไป---"
 
เราแทบเข้าไปบีบคอ หน็อย....ไปโรงแรม เมินซะเถอะ
 
"นี่ คุณอาจารย์คะ มีใครเคยบอกคุณมั้ยว่านอกจากจะปากไม่ดีแล้วคุณยังหยาบคายอย่างหาคนเหมือนไม่ได้เลย"
 
"ไม่มีครับ มีแต่คนบอกว่าผมสุภาพ" เขาตอบอย่างไม่เห็นว่าคำพูดเราสลักสำคัญอะไร
 
..
 
อ่านปากณัชชานะคะ.... นัง - หน้า - ด้าน!! Yell Yell
 
...................................................................
 
จู่ๆเขาก็เร่งความเร็วรถ ขับออกไปทางบางใหญ่ เรานั่งเงียบๆเพราะเคืองเพื่อนก็เคือง แถมยังโดนเห่าเอาวันพระ เดี๋ยวแม่โกรธขึ้นมาจะอันเชิญหลวงพ่อขึ้นหิ้งซัดให้ซักตุ้บดีมั้ย
 
"อาจารย์จะไปไหนคะ"
"วัด"
"วัดไหน"
"วัดนั่นแหละ แล้วขอร้องเถอะอย่าเรียกอาจารย์เลย"
"ทำไม มันแก่มากรึไง ตัวเองก็อายุไม่น้อยนี่"
"เปล่า.... เวลาพิมพ์ในแชทแล้วมันยาวเท่านั้นแหละ"
"ก็ อ อ่าง แล้วจุด มันยากตรงไหน ไม่ใช่ อ อ่าง...ใส่สระอะไรนี่"
"สระอีหรือสระไอดีล่ะ?"
 
เรานั่งเงียบ นึกด่าตัวเองในใจ ตูหนอตูไม่น่าบ้าจี้ทำใจกล้าออกมากับคนๆนี้เลย ปากก็เท่านั้น ไม่รู้จะมาไม้ไหนอีกเหนื่อยแล้วนะคะว้อยยยย 
ค่ะ.... จู่ๆเขาก็เปิดคำเทศนาหลวงพ่อเรื่อง "ความโกรธ" ในรถ กะยั่วกันแน่ๆ โอ้ยยยยย บ้าบอคอแตกอะไรเนี่ยวันนี้ ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนวันนี้ (วันวาเลนไทน์) ไอ้เราก็ยกมือไหว้ ตานี่ก็ไม่รับไหว้แถมยังจะพูดในเชิงที่ว่ากลัวกินขนมเราแล้วท้องเสีย คนอะไรปากหมาซ้ำซ้อน
 
แล้วก็มาถึงวัด จริงๆเขาเองก็ไม่ได้เข้าวัดหลายวัด มีวัดนี้วัดเดียวที่เขามาถี่มาก ยิ่งช่วงอกหักก็มานั่งเป็นหมาเหงา (พระท่านบอกมา) มาวันนี้เอาสาวมาอีกคน ทำอะไรไม่ทำ ชวนมากดพระ....แล้วเรากดพระเป็นที่ไหน เขาก็สอนนะ เพลินดี กดไปหลายเลยค่ะ จนกระทั่งได้เวลากลับ เราเองต้องไปหาพี่หนู เขาก็ต้องไปทำงานกะบ่ายแล้ว ลาพระกลับกันเสียที
 
...................................................................
 
เรามาช่วยปักเลื่อมบนลูกไม้ ปักไปพักใหญ่จู่ๆมีไลน์เข้ามาถามว่าถึงสตูดิโอหรือยัง
 
"ถึงแล้วจ้ะพ่อ"
"อยากมีพ่อเหรอ" เขาถามมา
"ถ้าพี่อยากมีลูก ก็มาเป็นพ่อสิ"
"ถ้าได้จะเอาไหม"
"เอา... มาเป็นพ่อละกัน"
 
ขอโทษนะ ถามย้อนกันทีหลัง พิมพ์แชทกันถึงตอนนี้ อีกฝ่ายลิงโลดไปแล้ว
 
"ตกลงเราเป็นอะไรกันครับ"
"เป็นอย่างที่อยากที่่คุณให้เป็นน่ะสิ"
"ได้โปรดเถอะครับ ผมไม่อยากคิดไปเอง"
"คิดว่าเป็นอะไรล่ะคะ"
"เป็นแฟน"
"อย่าประชดผมเลย"
"ได้ค่ะ"
"ได้อะไรครับ"
"เป็นแฟนกันไง"
 
ค่ะ หลังจากนี้คือสติํกเกอร์ไลน์อีโคนี่มั่ง แซลลี่มั่ง เต้นดุ๊กดิ๊กๆ หัวใจขึ้นวิ้งๆๆ เต็มหน้าไปหมด
มาถามกันทีหลังว่าที่ขอเป็นแฟนเพราะตีมึนหรือตีความผิด (เราเข้าใจว่าเขาอยากให้เราเป็นลูก แต่เขาเข้าใจว่าเราอยากได้ลูกโดยมีเขาเป็นพ่อ....อะไรงี้) เปล่าเลย เข้าใจถูกทุกอย่าง แค่ตะล่อมถามเฉยๆ... คุยกันวันจันทร์ วันศุกร์เป็นแฟนกัน เร็วไปไหม กับที่แล้วๆมาเขาก็เล่าว่าจีบกันตั้งตาย แต่กับเราไม่ต้องจีบเลย
 
ใช่สิ ....ตูมันใจง่าย!!
 
แต่เชื่อไหมว่าเราเองตอนตอบตกลงไปมันตอบไปส่งๆนะคะ จะไปเสียหายอะไร เพิ่งมารู้สึกว่า....ตายล่ะวา เอาแน่แล้วเหรอ แฟนคนแรกด้วย งงไปหมดแล้ว วันนั้นผีเข้าอะไรไม่รู้
 
14 กุมภาฯ วันหนึ่ง...... ผู้หญิงคนนี้ตราหน้าผู้ชายคนหนึ่งว่านิสัยแย่ พฤติกรรมไม่ดี ชาตินี้ไม่อยากเจอ
14 กุมภาฯ วันเดียวกันอีกสี่ห้าปีถัดมา...... ผู้หญิงคนเดียวกันนี้ เปิดใจรับผู้ชายคนเดียวกันให้มาอยู่ในวงชีวิตที่ใกล้ชิดที่สุด
 
ที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาเลย...

edit @ 13 May 2015 14:10:37 by ยัยป๋น

__เจ้าสาวสีน้ำเงิน__(ภาคแรก)

posted on 11 May 2015 15:29 by suncomedumdum in Diary directory Lifestyle, Fashion, Diary
บุพเพอาละวาด...
 
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสกลับเข้าไปเยี่ยมอาจารย์ในโรงเรียนอีกครั้ง (ศูนย์ฝึกอาชีพสวนลุมพินี) หลังจากที่ไม่ได้เจออาจารย์เลยเกือบๆปีนับตั้งแต่หลังแต่งงาน ห้องเรียนแพทเทิร์นคนแน่นมาก ส่วนห้องเรียนตัดเย็บก็ยังมีเพื่อนๆเรียนอยู่ ไม่ได้ทักทางอะไรกับเพื่อนมากหรอกเพราะว่าพวกเขาต้องเร่งงานตัดชุดให้ทันกำหนด
 
วันนั้นทั้งวันก็เดินให้มั่วทั้งห้องแพทเทิร์นกับห้องตัดเย็บชาย คุยกับมี้แต๋มที อ.อั้มที หัวเราะกันบ้าง ซีเรียสกันบ้าง แต่ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนไป ความรู้สึกเราขณะนั้นมันตื้นตัน มันเหมือนได้กลับบ้าน จะว่าไปแล้วที่แห่งนี้ก็เหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับเรานั่นล่ะค่ะ ตอนที่เข้าไปเหมือนเด็กที่เริ่มต้นอ่านเขียน มาถึงตอนนี้.....เราวิ่งได้ กระโดดได้เต็มที่แล้ว
 
ถ้าไม่ได้ครูสอน.... ใครจะสอน
 
รักมี้แต๋มนะ รักอ.อั้มด้วย ฮือออออ!! (ยิงดราม่าตั้งแต่ต้นเรื่องเลยมั้ยล่ะ)
 
................................................
 
ย้อนไปเมื่อปีทีแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ เราไปรับน้องสาวที่มหาวิทยาลัย (จริงๆแล้วมันเป็นรุ่นน้องที่เรารักมันเหมือนน้องสาวแท้ๆคนนึงเลยค่ะ) เพื่อจะไปงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
 
วันนั้นคือวันที่เราได้รู้จัก "ผู้ชายคนหนึ่ง" อย่างเป็นทางการ
 
ผู้ชายคนนี้ เราเคยรู้จักในฐานะอาจารย์พิเศษสมัยที่เรายังเรียนที่นั่น และเคยรู้จักในฐานะเพื่อนของอาจารย์ที่เราสนิทด้วยมากๆคนนึ่ง แถมรู้จักผ่านรุ่นพี่ที่เคารพอีกคนนึง เพราะผู้ชายคนนี้เป็นคนที่รุ่นพี่บอกว่า เค้าเก่งในเรื่องที่สอนมากๆ มากจนในประเทศนี้ใครจะได้ระดับความ "expert" เท่านี้ไม่มีอีกแล้ว..... แต่อนิจจา
 
ดันเกลียดหน้าตั้งแต่สมัยเรียน
 
เกลียด.... เพราะขี้เก๊ก
 
เกลียด.... เพราะไม่รับไหว้
 
เกลียด.... เพราะปากคอเราะร้าย
 
เกลียดจนไม่เข้าใกล้ ไม่ลงเรียนวิชานี้ ไม่ว่าจะสนิทกับอาจารย์เราแค่ไหน ไม่ว่าอาจารย์จะยกย่องชมเชยอย่างไร เราไม่ได้หักอคตินั้นออกไปถึง 4 ปีเต็ม!!
 
................................................
 
วันนึงในอดีตที่ผ่านมา ในขณะที่เราเรียนอยู่ในห้องกับอาจารย์ที่เราสนิท และรุ่นพี่คนสนิท "เขา" เดินเข้ามาพอดี
 
 
รุ่นพี่: เห้ยๆๆ ฝน นั่นไง อาจารย์พี่ แกสอนวิชาคาราเต้
เรา: ไหนอ่ะ?
รุ่นพี่: เดินมาแล้วนั่นไง อาจารย์ครับ!!
เขา: อ้าวว่าไง สบายดีเหรอ อาจารย์XXX อยู่รึเปล่า
รุ่นพี่: ครับ อยู่ตรงนู้น.....อ้อน้อง นี่อาจารย์พี่
 
เรายกมือไหว้.... เขาเบือนหน้าหนีเดินไปอีกทางนึง
 
ได้แต่คิดในใจ..... ผู้ชายบ้า เป็นครูบาอาจารย์ไม่รับไหว้ คอยดูเถอะชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ลงเรียนเลย ต่อให้จะขาดใจตายเพราะเกรดมันตกก็จะไม่เรียน!!!
 
Yell
 
เวลาผ่านไปจนกระทั่งเข้าเดือนกุมภาฯของอีกปี เราต้องสอบวิชาที่เรียน อาจารย์เราก็นัดมาติวก่อนทั้งเราและเพื่อนๆ จำได้ว่ามันเป็นวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์
 
อาจารย์: เออ ห้องมันไม่ว่างแฮะ เดี๋ยวรอเพื่อนๆมาให้ครบละกันเราค่อยเข้าไปใช้ห้องหลังคลาสเรียนเพื่อนผม เดี๋ยวคุณมานั่งรอตรงนี้ก็ได้ ผมก็รอพร้อมๆกันนี่ล่ะเนอะ
เรา: พี่.... (เราเรียกอาจารย์ว่าพี่น่ะค่ะ เพราะสนิทกันมาก) พอดีทำขนมมาค่ะ ทานกันเนอะ
อาจารย์: เหรอ เออเอาสิ เดี๋ยวมากันครบๆจ้วงกันยกคลาสเลย 5555
 
พอดีกับจังหวะที่เพื่อนเขาเดินมาพอดี
 
อาจารย์: เห้ยป๊อป.....กินขนมกัน ลูกศิษย์ทำมา
เรา: อาจารย์ป๊อปสวัสดี---
 
อีกแล้ว!!!! อยากจะตะโกนว่า ชั้นไหว้แกอยู่แกเห็นมั้ยยะ ผู้ชายบ้าาาาาาาาาาาา!!
เหลืออดจริงๆ รับไหว้ก็ไม่รับ หล่อตายแหละ อี๋ เกลียดจริงๆ เกลียดจังๆ
 
เขา: XXX พูดไรด้วยหน่อยสิ.... ขนมไม่เป็นไรนะ ผมท้องไส้ไม่ค่อยดี
 
ใครให้แกกินวะ โกรธมากกกกกกกกกกกก โกรธสุดใจ
โกรธจนต้องไประบายกับอาจารย์ว่า เพื่อนอาจารย์เนี่ยนอกจากจะขี้เก๊กแล้วยังปากมอมอีกด้วยเนอะ ปากสุดๆเลยเป็นเพื่อนกันได้ยังไง อาจารย์ก็ออกจะสุภาพ ฯลฯ เลยได้ปลอบใจกันหลายตลบว่า อย่าไปอคติกับเพื่อนผมเลย เค้าเป็นคนดีนะ เค้าคงเข้าหน้ากับคนรู้จักไม่ถูก
 
นี่แหละ จุดเริ่มต้นที่.... เวรกรรมบรรลัย!!
 
Tongue outTongue outTongue out
 
หลังจากนั้น เราก็ได้ยินชื่อเขาบ่อยขึ้น เห็นไปคอมเม้นใน Facebook ของอาจารย์ เราก็ยังยี้คนๆนี้อยู่ ยี้ชนิดที่ว่าอย่าให้เจออีกจะสอนมารยาทกันให้เข็ดหลาบกันไปข้าง
 
จนหลายปีผ่านไป เรานั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน สวนกันตรงกลางๆซอย เขาเดินมากับผู้หญิงคนนึงตัวเตี้ยกว่าเราเยอะเลย เดาว่าน่าจะเป็นแฟนกัน เรามองหน้าเขา.....ในนึงอยากจะทัก แต่ปากก็ปิดสนิทเพราะ....
 
เกลียด!
 
เลย Line ไปถามอาจารย์ ว่าเพื่อนอาจารย์คนนี้อยู่ซอยเดียวกันเรารึเปล่า สรุปคือใช่....อยู่ซอยเดียวกัน วันนี้พาแฟนมาเที่ยวบ้าน บลาๆ..
 
เหรอ ไม่สนค่ะ ที่ถามจะได้เลี่ยงๆ!
 
................................................
 
ย้อนกลับมาวันที่เราบอกว่าไปรับน้องที่มหาวิทยาลัยเพราะจะไปฟังสัมนาที่ มธ.
 
ช่วงนั้นอกหัก ทำใจไม่ได้มาปีกว่า เข้าวัดเข้าวา กลับไปเยี่ยมย่า ไปเที่ยวนู่นนี่ ทุกอย่าง Pause ไว้แม้แต่เรื่องงาน มุ่งเรียนทางด้านเสื้อผ้า และเป็นช่วงที่เรากำลังเรียนแพทเทิร์นอยู่กับหม่ามี้แต๋มนั่นแหละค่ะ
 
เราบอกน้องว่า พี่รอแกที่นอกมหาลัยนะ น้องมันก็งอแง ไม่เอาไม่ยอม พี่ต้องมารับหนูหน้าอาคารสิ เรายังเกาหัวว่าวันนี้มันเป็นบ้าอะไรง้องแง้งจัง ต้องนั่งรถย้อนไปๆมาๆ เลยเดินไปรอหน้าอาคาร อ้อ.....ลืมบอกไปว่าน้องคนนี้เคยเรียนกับอาจารย์ที่เราสนิทด้วยเหมือนกันค่ะ
 
แล้วเขาก็เดินสวนออกมา
 
เขา: เห้ยนี่คุณเป็นผู้ปกครองนางสาว YYY ใช่มั้ย
เรา: (ไม่ทันตั้งตัว) ใช่ค่ะ อาจารย์มีปัญหาอะไรเหรอคะ
เขา: มันโดดเรียนวิชาผมน่ะ เพื่อนผมมันก็ฝากว่าให้เมตตามันหน่อย ผมจะฝังมันแล้วเนี่ย
เรา: อาจารย์คงไม่มีเมตตาพอหรอกค่ะ เลยทำตามที่อาจารย์ XXX ฝากไว้ไม่ได้
เขา: ผมก็หนักใจนะ
เรา: หนักใจอะไรคะ มันไม่ใช่ชีวิตอาจารย์นี่ เด็กมันจะจบหรือไม่จบอาจารย์สอนเสร็จก็กลับ ไม่ได้มาทุกข์ด้วยซะหน่อย
 
ในมือเราเนี่ย กดไลน์หาอาจารย์ XXX นิ้วระวิงเลยค่ะว่ากำลังงานงอกแล้วนะ
 
เขา: แล้วนี่จะไปไหน ไปกินเหล้ากันล่ะสิ ไอ้ XXX บอกมาว่าพวกคุณคอทองแดง
เรา: แล้วอาจารย์จะธุระอะไรเหรอคะ? (ยิ้มกวนประสาท)
เขา: เปล่า.... กินก็กินไปสิ นึกว่าคนมันเข้าวัดเข้าวาแล้วจะทำศีลให้บริสุทธิ์ ที่ไหนได้... แต่ก็เอาเถอะ ทองมันอยู่ที่ไหนก็ทองวันยังค่ำ ผ้าขี้ริ้วห่อก็ยังเป็นทอง.....ทองเนื้อเก้า!!
 
แล้วเขาก็สตาร์ทรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยเราให้ยืนแค้นอยู่
 
ผู้ชายคนนี้ทำไมปากคอแบบนี้นะ ที่เกลียดอยู่ก็ยิ่งเกลียด เกลียดจนแทบอยากไปตบหน้าให้มันรู้แล้วรู้รอดว่ามันมีปัญหาอะไรนักหรือไงกับฉันนี่ คุณแสดงกิริยาไม่กินเส้นกันตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แล้วนี่ยังไม่จบอีก หาเรื่อง!!
 
พอดีกับน้องเดินออกมา เราเลยเทศนาซะยับ ค่าที่ปล่อยให้พี่มันยืนรอนานแล้วต้องมาฟาดปากปะทะคารมณ์กับอาจารย์ของเธออีกต่างหาก
 
"พี่....แล้วอาจารย์แกยิ้มมั้ย"
 
น้องถามแบบนี้ เราออกจะงงๆ ยิ้มสิ....ยิ้มเยาะไง กวนประสาทที่สุด!
 
"อาจารย์อกหักมาน่ะ แผลยังเหวอะเลยแต่ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว หนูเคยคุยกะแกด้วยแหละ สงสารแกเถอะ พี่อย่าไปอะไรกับแกเลย ถือว่าให้แกได้แซวจะได้อารมณ์ดีขึ้นหน่อย นี่หนูไม่ค่อยเห็นแกร่าเริงเลยแฮะ เห็นแค่สองสามอาทิตย์แรกแล้วก็ขรึมๆมาตลอดเทอมจนวันนี้แหละ นี่เดือนหน้าก็สอบแล้ว.... สงสารแกจัง"
 
แทบจะสวนไปว่า แล้วยังไง มาลงกะฉันเหรอวะ มันใช่เหรอ แม่มเกลียดแล้วยิ่งเกลียดหนัก
แต่อีกใจนึง....ไม่รู้ไปเอาเมตตาธรรมมาจากไหน หันมามองดูตัวเองช่วงแรกๆ คงไม่ต่างกันนัก ถึงแม้ว่าตอนนี้เราเองยังไม่ 100% แต่ก็เหลืออีกนิดเดียว
 
"เออ แล้วยังไงวะ ปากหมาแบบนี้ดิแฟนเลยทิ้ง สม!"
 
หลังจากนั้นคือเราพาน้องไปซื้อของ แล้วก็นั่งรถไป มธ.รังสิต เพื่อไปฟังเสวนาในร้านเหล้า จริงๆค่ะ คืองานจัดตอนเย็นหลังจากที่บรรดาอาจารย์และนักศึกาษาเลิกเรียนเลิกงาน แล้วถ้าขอสถานที่ก็วุ่นวาย จัดในร้านเหล้าฮ็อตฮิตนี่แหละ คืนนั้นเราได้เจอน้องสาวอีกคนนึงซึ่งเป็นรุ่นน้องเพื่อน เจอกันอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าในอีกไม่นานเราจะได้มาสานฝันร่วมกัน เจอเพื่อนๆของน้อง ฟังเสวนาเสร็จก็ไปนั่งคุยกันต่อที่ร้านส้มตำ
 
ในช่วงหนึ่งของงานเสวนา น้องเราอยากกินเหล้าปั่น เราไม่ค่อยอยากนักหรอกแต่ก็ตามใจ ให้สั่งมา เขาก็มาเสิร์ฟซะโหลเบ้อเริ่ม ไอ้ตัวดีทำสายตาเว้าวอนว่า.....พี่ช่วยหน่อยเหอะ หมดนี่คนเดียวคงอ้วกแน่ๆ เราก็เอาวะกินก็ได้..... น่ารักเนอะ ตามใจน้องทุกอย่าง (ตอนนี้อยากจะบอกมันว่า ไม่ต้องไปสรรหานะ...กรูไม่ชอบเหล้าปั่น)
 
แล้วนึกอะไรไม่รู้ กดมือถือเล่น Facebook แล้วหาโปรไฟล์ของอีตาอาจารย์ปากมอมจนเจอ เสือกมือถือเข้าไปตรงหน้าน้อง
 
"นี่อาจารย์เอ็งใช่มั้ย"
 
"อือ...."
 
"หมั่นไส้ว่ะ ไหนๆดูซิ พ่อเทพบุตรดี๊ดี ศีลธรรมซู้งสูง แอดซะเลย!"
 
เรากด add friend ไป เขารับแทบจะทันที พระเจ้า!! งานการไม่ทำหรือยังไง????
แล้วก็มีการทัก inbox เข้ามา.....เราไม่ตอบ แต่.....
 
"นั่นพี่จะทำอะไรวะคะ"
 
"เฉยเหอะ จะถ่ายรูปร้านเหล้าโพสต์"
 
"โธ่....พี่จะบ้า ผับเผิบพี่ก็ไม่เข้า เธค บาร์ ก็ไม่เอา ร้านเหล้าเข้าครั้งแรก จะกินทีก็กรึ๊บแล้วนอนเลย ทำยังกะเข้าเป็นปกติแล้วจะโพสต์ทำไมว้าาาา"
 
"แท็คเอ็งด้วยเอามั้ย?" เราว่า
 
"เอา... เอาที่สะดวกใจคุณพี่เลยเจ้าค่ะ คุณน้องเช็คอินแม่มทุกครั้งแหละปกติของน้องแล้ว แต่พี่แหละไม่ปกติ" มันว่า แถมหัวเราะร่วน
 
หึ....แกล้งคน อยากรู้จังว่าพ่อคนดีเห็นรูปนี้แล้วยังไงล่ะคะ สั่นเป็นเจ้าเข้า?
เราเลยถ่ายรูปร้านเหล้า แล้วเขียนแคปชั่นไว้ด้วย....
 
 
พระไตรปิฎกในมือกูมันสั่นไปหมด!!
 

edit @ 12 May 2015 19:43:28 by ยัยป๋น