__เจ้าสาวสีน้ำเงิน__(ภาคต่อ)

posted on 13 May 2015 00:01 by suncomedumdum in Diary directory Lifestyle, Fashion, Diary
เอ เขียนๆไป จะกลายเป็นนินทาสามีรึเปล่าก็ไม่รู้ Kiss
 
หลังจากเหตุการณ์การ add friend เพราะหมั่นไส้ เหมือนสวรรค์แกล้ง.... วันนั้นออกจากบ้านโดยลืมกุญแจบ้าน กลับถึงบ้านก็ดึกแถมแบตฯมือถือหมดอีกต่างหาก กลัวก็กลัวว่าคนที่บ้านลงมาเปิดประตูให้แล้วจะโดนสวดยับ ซึ่งเราเองก็จำไม่ได้นะคะว่าเหตุการณ์วันนั้นมันจบยังไง หัวจิ้มหมอนแล้วความทรงจำทุกอย่างก็ลบทิ้ง..... ลืมผู้ชายคนนั้นไป
 
เช้ามาเราไปเรียนตามปกติ เย็นก็นัดเจอกับเพื่อนที่เรียนภาคค่ำ ณ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร เพราะคุณเธอก็มีงานประจำ แต่ดันมาสนใจแฟชั่นและการตัดเย็บเหมือนๆกันเลยลงเรียนที่ใกล้ที่พักมากที่สุด ไม่เหมือนเรา ถ่อไปถึงใจกลางสีลมนู่น
 
เอามือถือมาดู chat head ค้างอยู่ จะตอบเขาดีไหมหนอที่ทักมา ใจหนึ่งไม่อยากตอบเพราะความเกลียด ใจหนึ่งก็คิดว่าแล้วถ้าเราไปตัดสินคนๆนึงด้วย "อคติ" ในอดีต มันช่างทารุณเสียเหลือเกิน อีกอย่างเขาคงไม่เลวร้ายอะไรถึงจะได้ยินกิตติศัพท์บางอย่างในความ "เฮี้ยว" มาเยอะแยะ..... ถ้าไม่ดีจริง คงไม่เป็นเพื่อนอาจารย์ของเราหรอกเนอะ เกือบจะทักกลับ อีกใจก็แย้งมาว่า.... มันไม่ใช่เพราะความใจดีแบบนี้หรอกหรือ ที่ทำให้เราเจ็บจนถึงทุกวันนี้ ความคิดตีกันไปตีกันมา เลยควักเหรียญออกมาโยน หัวตอบ ก้อยไม่ตอบ โยน!
 
หัว....
 
"บ้าบอสิ้นดี" เอาใหม่อีกซักทีตะกี้ดีดแรงไป
 
หัว....
 
"ไม่" เอาอีกที
 
หัว....
 
..
 
..
 
เอออออออออ!! ตอบก็ได้วะ แหมมมมมม นรกชังหรือสวรรค์แกล้งล่ะนี่ คิดไปคิดมา....ไม่น่าไปสอใส่เกือก add เขาเล้ยยยยยยยยยย แล้วอีตาบ้านี่ก็ดันตอบไวเหลือเกิน
 
"นมัสการ" ช่วยไม่ได้ อยากมา นมัสเต ก่อนทำไม
"ตกลงเมื่อคืนกินเหล้าหรือเปล่าครับ"
"ไม่ได้กินค่ะ" เอากะพี่แก จะเค้นให้เป็นคนชั่ววันยังค่ำจริงๆ
 
เหตุการณ์ในแชทก็คือการคาดคั้นว่า นังคนนี้มันต้องเป็นลำยองแน่ๆ จะมาไม้ไหนอีกล่ะ ฉันไปนั่งกินบนศีรษะใครให้ใครเดือดร้อนหรืออะไรยังไงมิทราบ? ดูคาดคั้นเหมือนนี่ไปขับรถชนคนตายมาแล้วหลายศพ (ถึงดิฉันจะดริฟท์รถเป็น ดิฉันก็ไม่เคยเมาแล้วขับนะคะอาจารย์เจ้าขา!!!)
 
"ตกลงทานเหล้ามั้ยครับ อีกคนนึงสารภาพหมดแล้ว"
"นี่ อาจารย์จะคาดคั้นเอาอะไรคะ ดื่มแล้วไง ไม่ดื่มแล้วยังไง อาจารย์จะเสียหายตรงไหนหรือเปล่าคะ แล้วก็เหล้าน่ะมันเป็นน้ำ ใช้กิริยาให้ถูกตามหลักไวยกรณ์ด้วยค่ะ"
 
ตบมั้ย...จะได้จบ?? Yell Yell Yell Yell
 
เรื่องไร้สาระคือ เราไปถามน้องว่าเอ็งเนี่ยไปบอกอาจารย์เหรอว่ากินเหล้า นังน้องสาวตัวดียอมรับ แถมปากดีอีกว่าแล้วพี่จะไปปากแข็งทำไม รับๆไปสิ
 
ไม่รู้แฮะ จริงๆรับไปก็จบนี่นา.....เนอะ
 
เหตุการณ์หลังจากนี้ คู่กรณีบอกว่ากำลังจะขับรถ ขอไลน์ได้ไหมเพื่อที่จะโทรไลน์ไปหา เราเองก็คิดในใจนะคะว่าผู้ชายคนนี้มันช่างไม่ลงทุนเอาเสียเลย แต่ก็ให้ไลน์นะ สุดท้าย 3G เมืองไทยที่ไวระดับหอยทากวิ่งก็ทำพิษ..... เลยต้องให้เขาโทรเข้ามาแทน คำแรกที่คุยกันคือ
 
"ทำไมฉันต้องให้เบอร์คุณด้วย?"
 
ปลายสายหัวเราะ โยนมาว่ามันเป็นการตัดสินใจของเราเองไม่ใช่เหรอ? ค่ะ....ใช่ แต่ทำไมทั้งๆที่รู้สึกว่าเราควรจะเกลียดผู้ชายคนนี้นะ เกลียดมาสี่ปีแล้วนี่ แต่น่าแปลกที่การโทรมาในครั้งนี้เราไม่ได้คุยแบบ flirt กันแต่ประการใด คุยกันเรื่องธรรมะ เพราะเขาเองเวลาคุยเรื่องนี้กับเพื่อน เพื่อนเขาชอบอ้างว่าสิ่งที่จะตอบโต้กันมันมาจากการถามเรานี่แหละค่ะ สงสัยเขาคงคิดมั้งว่า.....ยัยคนนี้มันแน่สักแค่ไหนเชียว
 
คุยไปคุยมา 2 ชั่วโมง Sealed ถึงได้บอกว่าเป็นช่วงเวลาบ้าบอคอแตกที่เกลียดคนๆนึงแต่กลับคุยกับเขายาวและคุ้นกันเหมือนกับคนที่คุ้นเคย เราเองก็ระวังตัวในการพูดคุยอย่างมากกับคนแปลกหน้า แต่อย่างที่บอก..... เหมือนคุ้นเคยกันมานาน จนกระทั่งเราขอวางสายไป แล้วเขาก็โทรมาคุยเรื่องเดิมตอนเราใกล้นอนซึ่งคุยกันไม่นานหรอกเพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องไปสมัครงาน และตัวเขาเองต้องไปต่างจังหวัด
 
วันรุ่งขึ้นในไลน์
 
ช่วงเย็นหลังเสร็จภารกิจเราแวะไปหาอาจารย์ในวัดแห่งหนึ่งย่านรัชดา อาจารย์ทักเล่นๆว่า...."สงสัยศิษย์เอกได้แต่งงานก็คราวนี้ล่ะ"
 
เราสะดุ้ง งง อาจารย์พูดเรื่องอะไร แต่ไหนๆก็ไหนๆอาจจะด้วยเพราะสันดานชอบลองดีที่แก้ไม่หายเสียที เราถามอาจารย์ไปว่า
 
"แล้วว่าที่สามีหนูเนี่ย เป็นยังไงเหรอคะอาจารย์"
 
เอาสิคะอาจารย์ ถ้าอาจารย์แน่จริงก็ตอบมา บอกแล้ว....ชาตินี้จะเป็นโสด เข็ดแล้วจริงๆกับผู้ชาย
 
"เอ้า ถามจริงตอบจริง ถามตรงๆอาจารย์ก็ตอบตรงๆ" แกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "จำคำไว้นะลูก คู่หนูเป็นผู้ชายที่เคยเจอกันมาแล้วในอดีต ชาตินี้แหละที่เคยเจอ แต่หนูจะไม่นึกเลยว่าเป็นคนๆนั้น เขาเป็นคนดีนะ....ดีมากเชียวล่ะ แต่เพราะสังคมพาไป เพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็นเลยออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่สันดานหรือนิสัยของเขาเลย เขามาสว่าง แล้วก็จะไปสว่างแต่หนูต้องช่วยเขา เขาเป็นคนผิวขาแต่ไม่มาก ตาตี่ เทียบกับหนูเขาไม่สูงกว่าหนูเท่าไหร่ เทียบกับผู้หญิงที่มีปัญหากันเขาสูงกว่ามาก เขาอายุมากกว่าหนูรอบกว่าแต่บางครั้งเขาก็อาจจะเด็กกว่าหนูนะ แล้วระวัง.....ผู้หญิงของเขาจะกลับมาในวันที่หนูกำลังจะแต่งงาน ถ้าเขารักหนูจริง......เขาจะไม่ยอมปล่อยมือเลย ไม่ยอมกลับไปในที่ที่จากมา ตัดสินใจดีๆ"
 
อย่าถามนะว่าเราจำทั้งหมดได้ยังไง จำขึ้นใจไม่พอเราหยิบสมุดมาจดเลย อยากรู้จังอาจารย์จะแม่นซักแค่ไหน เชอะ! ลูกศิษย์คนนี้หัวเด็ดตีนขาดไม่แต่งงานแน่ๆ ไม่แต่งแน่ๆ!!!
 
เราออกจากวัดด้วยอาการโหวงเหวงแปลกๆ นี่ฉันจะแต่งงานเหรอ แต่งกับใคร แต่งอีกไม่กี่เดือน ไหนคะไหน? สามีน่ะไหน? แฟนยังไม่มีจะเอาสามีที่ไหนคะ ไม่ใช่ปลานะคะที่จะเหวี่ยงแหดักเอาได้ เวรกรรม
 
ก่อนเข้าบ้านก็แวะซื้อของ สามทุ่มแล้ว ใครคนนึงบอกอยากเจอเพราะที่คุยไว้เมื่อคืนยังคุยไม่จบ เราก็บอกปัดไปทางแชทว่าดึกแล้วจะมาทำไม เขาก็ยืนยันจะมา แล้วก็มาจริงๆ เราคุยกันแค่ 10 นาทีแล้วต้องรีบแยกย้ายกลับ เราขอตัวกลับบ้านเพราะย้ายบ้านไปฟากตรงข้ามซึ่งต้องเข้าซอยลึกมากแต่เขาอาสาไปส่ง จริงๆเราเกรงใจนะ แต่ทนคะยั้นคะยอไม่ไหวเลยจำใจไป ไม่รู้อีตานี่จะมาไม้ไหนอีก
 
ก่อนลงจากรถ เราก็ดันเผลอไปเล่าให้ฟังว่าวันศุกร์ (วันนี้วันพุธ) นัดเพื่อนสนิทคนนึงจะไปวัดกันเพราะเป็นวันวิสาขบูชา นัดไว้ 9 โมง เสร็จแล้วจะไปช่วยพี่หนูทำชุดที่สตูดิโอ.... ซึ่งไม่รู้ว่าไม่เล่าให้ฟังทำไมเหมือนกัน
 
...................................................................
 
คืนวันพฤหัสฯ เราบอกเพื่อนว่าวันศุกร์ให้โทรมาก่อนที่จะออกไปยังที่นัดไว้ เธอออกมาเมื่อไหร่โทรหาฉันทันทีเลยนะ เจ้าตัวรับปากดิบดี แต่วันรุ่งขึ้นหายเงียบ

แปดโมงเช้า อีตาอาจารย์ไลน์มาถามว่า วัดเนี่ยจะได้ไปมั้ยชาตินี้
 
ปากมอม...... ยัยเพื่อนตัวแสบ มันก็ไม่โทรมาซะที เราเลยยังไม่ออกจากบ้าน เผื่อมันเบี้ยว
 
เก้าโมงเช้า ถึงเวลานัด เราโทรหาเพื่อน ไม่มีคนรับสาย พยายามไม่โกรธมันเพราะวันพระไม่อยากหงุดหงิด เดี๋ยวตามไปเพ่นกบาลถึงที่เลยนี่
 
เก้าโมงเช้า ใครคนนึ่งส่งข้อความมาถามว่า ยังอยากไปวัดอยู่ไหม....เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน เราส่งข้อความกลับไปอย่างประชดแกมหงุดหงิดว่า "ก็แล้วแต่จะกรุณา"
 
เขามารับหน้าหมู่บ้านเลยค่ะ
 
เราอึ้ง แต่ขึ้นรถไปโดยดี เพิ่งสังเกตว่าในรถเต็มไปด้วยพระ พระ และพระ!! ตายล่ะวา..... เผลอขึ้นรถจอมขมังเวทย์แล้วล่ะสิ เขาเห็นเรานั่งนิ่งเลยถาม
 
"คุณนัดกับเพื่อนจะไปวัดไหน?"
"อยากไปวัดอรุณกัน แล้วต่อด้วยวัดระฆัง ถ้าเวลาเหลือคงไปวัดพระแก้วต่อค่ะ"
"จะไปไหม คนเยอะนะ" เขาถาม
"ไป....เอ้อ ไม่ไปก็ได้ ไปวัดไหนดีล่ะคะ"
"ไปแถวนี้ก็ได้"
 
ขับรถตามป้ายชี้ไปวัด อนิจจา....เราไม่รู้ทาง ป้ายมันขาดช่วง คนขับก็บ้อภูมิเพราะไม่ใช่ถิ่น
 
"ตกลงเอาไงแน่ครับ ไปวัดไหนดีครับคุณผู้หญิง"
"ไปไหนก็ไปป่ะ" เราเริ่มเซ็งแล้ว
"ทีหลังอย่าพูดกับผู้ชายแบบนี้นะว่าไปไหนก็ไป"
"ทำไม มันมีอะไรหรือไง" เรางง

"บอกแบบนี้แสดงว่าไปโรงแรมก็ไป---"
 
เราแทบเข้าไปบีบคอ หน็อย....ไปโรงแรม เมินซะเถอะ
 
"นี่ คุณอาจารย์คะ มีใครเคยบอกคุณมั้ยว่านอกจากจะปากไม่ดีแล้วคุณยังหยาบคายอย่างหาคนเหมือนไม่ได้เลย"
 
"ไม่มีครับ มีแต่คนบอกว่าผมสุภาพ" เขาตอบอย่างไม่เห็นว่าคำพูดเราสลักสำคัญอะไร
 
..
 
อ่านปากณัชชานะคะ.... นัง - หน้า - ด้าน!! Yell Yell
 
...................................................................
 
จู่ๆเขาก็เร่งความเร็วรถ ขับออกไปทางบางใหญ่ เรานั่งเงียบๆเพราะเคืองเพื่อนก็เคือง แถมยังโดนเห่าเอาวันพระ เดี๋ยวแม่โกรธขึ้นมาจะอันเชิญหลวงพ่อขึ้นหิ้งซัดให้ซักตุ้บดีมั้ย
 
"อาจารย์จะไปไหนคะ"
"วัด"
"วัดไหน"
"วัดนั่นแหละ แล้วขอร้องเถอะอย่าเรียกอาจารย์เลย"
"ทำไม มันแก่มากรึไง ตัวเองก็อายุไม่น้อยนี่"
"เปล่า.... เวลาพิมพ์ในแชทแล้วมันยาวเท่านั้นแหละ"
"ก็ อ อ่าง แล้วจุด มันยากตรงไหน ไม่ใช่ อ อ่าง...ใส่สระอะไรนี่"
"สระอีหรือสระไอดีล่ะ?"
 
เรานั่งเงียบ นึกด่าตัวเองในใจ ตูหนอตูไม่น่าบ้าจี้ทำใจกล้าออกมากับคนๆนี้เลย ปากก็เท่านั้น ไม่รู้จะมาไม้ไหนอีกเหนื่อยแล้วนะคะว้อยยยย 
ค่ะ.... จู่ๆเขาก็เปิดคำเทศนาหลวงพ่อเรื่อง "ความโกรธ" ในรถ กะยั่วกันแน่ๆ โอ้ยยยยย บ้าบอคอแตกอะไรเนี่ยวันนี้ ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนวันนี้ (วันวาเลนไทน์) ไอ้เราก็ยกมือไหว้ ตานี่ก็ไม่รับไหว้แถมยังจะพูดในเชิงที่ว่ากลัวกินขนมเราแล้วท้องเสีย คนอะไรปากหมาซ้ำซ้อน
 
แล้วก็มาถึงวัด จริงๆเขาเองก็ไม่ได้เข้าวัดหลายวัด มีวัดนี้วัดเดียวที่เขามาถี่มาก ยิ่งช่วงอกหักก็มานั่งเป็นหมาเหงา (พระท่านบอกมา) มาวันนี้เอาสาวมาอีกคน ทำอะไรไม่ทำ ชวนมากดพระ....แล้วเรากดพระเป็นที่ไหน เขาก็สอนนะ เพลินดี กดไปหลายเลยค่ะ จนกระทั่งได้เวลากลับ เราเองต้องไปหาพี่หนู เขาก็ต้องไปทำงานกะบ่ายแล้ว ลาพระกลับกันเสียที
 
...................................................................
 
เรามาช่วยปักเลื่อมบนลูกไม้ ปักไปพักใหญ่จู่ๆมีไลน์เข้ามาถามว่าถึงสตูดิโอหรือยัง
 
"ถึงแล้วจ้ะพ่อ"
"อยากมีพ่อเหรอ" เขาถามมา
"ถ้าพี่อยากมีลูก ก็มาเป็นพ่อสิ"
"ถ้าได้จะเอาไหม"
"เอา... มาเป็นพ่อละกัน"
 
ขอโทษนะ ถามย้อนกันทีหลัง พิมพ์แชทกันถึงตอนนี้ อีกฝ่ายลิงโลดไปแล้ว
 
"ตกลงเราเป็นอะไรกันครับ"
"เป็นอย่างที่อยากที่่คุณให้เป็นน่ะสิ"
"ได้โปรดเถอะครับ ผมไม่อยากคิดไปเอง"
"คิดว่าเป็นอะไรล่ะคะ"
"เป็นแฟน"
"อย่าประชดผมเลย"
"ได้ค่ะ"
"ได้อะไรครับ"
"เป็นแฟนกันไง"
 
ค่ะ หลังจากนี้คือสติํกเกอร์ไลน์อีโคนี่มั่ง แซลลี่มั่ง เต้นดุ๊กดิ๊กๆ หัวใจขึ้นวิ้งๆๆ เต็มหน้าไปหมด
มาถามกันทีหลังว่าที่ขอเป็นแฟนเพราะตีมึนหรือตีความผิด (เราเข้าใจว่าเขาอยากให้เราเป็นลูก แต่เขาเข้าใจว่าเราอยากได้ลูกโดยมีเขาเป็นพ่อ....อะไรงี้) เปล่าเลย เข้าใจถูกทุกอย่าง แค่ตะล่อมถามเฉยๆ... คุยกันวันจันทร์ วันศุกร์เป็นแฟนกัน เร็วไปไหม กับที่แล้วๆมาเขาก็เล่าว่าจีบกันตั้งตาย แต่กับเราไม่ต้องจีบเลย
 
ใช่สิ ....ตูมันใจง่าย!!
 
แต่เชื่อไหมว่าเราเองตอนตอบตกลงไปมันตอบไปส่งๆนะคะ จะไปเสียหายอะไร เพิ่งมารู้สึกว่า....ตายล่ะวา เอาแน่แล้วเหรอ แฟนคนแรกด้วย งงไปหมดแล้ว วันนั้นผีเข้าอะไรไม่รู้
 
14 กุมภาฯ วันหนึ่ง...... ผู้หญิงคนนี้ตราหน้าผู้ชายคนหนึ่งว่านิสัยแย่ พฤติกรรมไม่ดี ชาตินี้ไม่อยากเจอ
14 กุมภาฯ วันเดียวกันอีกสี่ห้าปีถัดมา...... ผู้หญิงคนเดียวกันนี้ เปิดใจรับผู้ชายคนเดียวกันให้มาอยู่ในวงชีวิตที่ใกล้ชิดที่สุด
 
ที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาเลย...

edit @ 13 May 2015 14:10:37 by ยัยป๋น

Comment

Comment:

Tweet