Entry จะพาทุกคนเข้าสู่โลกแฟชั่นอย่างแท้จริง ^^
 
หลังจากที่เรียนจบ Fashion Design มาตอนนี้เคว้งแล้วล่ะ สมัครงานก็ต้องไปแข่งกับหลายๆคนที่เรียนมาโดยตรงจากมหาวิทยาลัย (แล้วชั้นล่ะ!! T_T) เลยมีความรู้สึกว่ารู้แค่นี้มันไม่พอ
 
แล้วจะไปแสวงหาจากไหนอีก???
 
พี่หนู แมทธิวส์เลยนิมนต์ไปสมัครสวนลุมฯ จริงๆมันคือ "ศูนย์ฝึกอาชีพสวนลุมพินี" นั่นเองค่ะ
 
ยี้
 
จะบ้าเหรอเจ๊!!!! จะให้น้องไปเรียนอาร้ายยยยย!!!!!
 
พี่หนูก็ยืนยัน....ไปเถอะ ได้เวลากางปีกออกสู่โลกกว้างแล้วอีน้องเอ๋ย เจ๊จะคอยดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ กู๊ดลัค!!
 
 
 
 
*** โลกของสวนลุมฯ ***
 
สวนลุมเป็นสมาคมผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกันตั้งแต่ออกกำลังกาย จนกระทั่งอบรม Martial Arts ต่างๆ ที่รู้จักกันเยอะคือ
 

ไทเก๊กสวนลุมฯ
 
 
เดี๋ยวนะ...
 
เจ๊ให้กูมารำไทเก๊กป่ะวะ T_T ไมใช่แล้ววววววววววววววววววววว!!
 
เลยสอบถามคนแถวนั้นว่าถ้าหนูอยากเรียนเย็บผ้าหนูต้องไปตรงไหนคะ อ้ะ....หนูต้องไปประตู 8 สินะคะ
 
เราก็เดินดุ่มๆไปยังประตูแปด มั่วไปมั่วมาจนเห็นป้ายเขียวๆติดหน้าอาคารที่ดูเหมือนกับโรงอาหารเด็กอนุบาลตามต่างจังหวัดใหญ่ๆ เพราะอาคารเป็นหลังคาอลูมิเนียม มีไฟสปอร์ตไลต์แถมติดผ้าใบกันฝนสาด
 
แหล่มเยย..... น่ามาตีแบตฯจัง Undecided แต่ไม่ใช่นะ ข้างในมีแต่จักรอุตสาหกรรมตั้งเรียงรายสลับกับโต๊ะแพทเทิร์นขนาด.....เออ ขึ้นไปนอนกลิ้งได้สองคนเลยล่ะ หันรีหันขวางอยู่พักใหญ่ เจอคุณป้าร่างท้วมคนนึงนั่งที่โต๊ะตัวใกล้ที่สุด แกใส่เสื้อสีส้ม ผมสั้น ใส่แว่นและดูท่าทางเนี้ยบๆ
 
"หนูมาสมัครแพทเทิร์นค่ะ"
 
"ลงทะเบียนเลยลูก โน่น ติดต่อเจ้าหน้าที่เลย" แกตอบยิ้มๆ
 
"แล้วครูสอนอะไรคะ" เราเหลือบไปเห็นป้ายแขวนคอพอดี คุณป้าท่านนี้เป็นวิทยากรของที่นี่
 
"สอนแพทเทิร์นจ้ะ จันทร์ถึงศุกร์ 9.00-14.00"
 
"งั้นหนูฝากตัวเป็นศิษย์ครูนะคะ" เราแทบลิงโลด
 
"มาสิมา เดี๋ยวไปบอกเค้าว่าเรียนกับ อ.พิชฎา ขมานุวงศ์ เค้าจะเขียนใบเหลืองๆให้ มีสำเนาบัตรประชาชนแล้วนะ ถ้าไม่มีลูกเดินไกลเลยนู่น.....ไปถ่ายข้างโรงพักนู่น"
 
เราไปสมัครที่โต๊ะรับสมัคร อีกไม่กี่วันเริ่มเรียน..... ตุลาคม 2556 ถึง พฤษจิกายน 2556 สองเดือนเองไม่ได้มากมาย เรียนทุกวันตามเวลาที่อาจารย์บอกเดี๋ยวก็จบ โธ่เอ๊ย
.
.
.
แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น "โธ่ กู..."
 
โลกของแฟชั่น คนที่ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงที่สุดคือดีไซเนอร์ก็จริงอยู่ แต่เบื้องหลังความสำเร็จของดีไซเนอร์ คือช่างแพทเทิร์น ซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักนักสำหรับคนทั่วๆไป หน้าที่หลักๆของช่างแพทเทิร์น ได้แก่
 
1.ตีแบบ - หมายความว่า ดีไซเนอร์ออกแบบมายังไง ต้องเนรมิตรให้ออกมาเป็นชุดให้จงได้ ทำไมเราถึงใช้คำนี้น่ะเหรอ? เพราะว่าบางอย่างมันดูยาก.... ยากเหลือกเกิน แม้แต่ดีไซเนอร์เองก็คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ตนเองได้ออกแบบมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ในการขึ้นผ้าให้ออกมาเป็นชุด
 
แต่ช่างแพทเทิร์นทำได้!!!
 
แม้แต่การแกะแบบจากชุดจริงๆก็ตาม สมมุติว่าคุณอยากใส่ชุดแบบที่ แอนน์ เฮททาเวย์ใส่เดินพรหมแดงจะทำยังไงล่ะ วิ่งไปร้านตัดชุดเหรอ? ใช่ค่ะ คุณต้องไปหาช่างเสื้อ....และช่างเสื้อที่เก่งคือช่างแพทเทิร์นที่เก่งและช่างเย็บที่เก่งในคนๆเดียวกัน หรือบางคนมีหัวทางดีไซน์ก็ควบเลยทั้งดีไซเนอร์ ช่างแพทเทิร์น ช่างเย็บ

แต่ขอโทษเถอะเห็นยิ่งหลายๆความสามารถ... เหนื่อยจนแทบอ้วกค่ะ แต่ที่แน่ๆคือช่างแพทเทิร์นที่เก่งย่อมเป็นช่างเย็บที่เก่งซะโดยส่วนมาก เพราะต้องออกแบบการเย็บเองด้วย
 
2.วางมาร์กเกอร์ หรือ วางมาร์ก - หมายความว่า หลังจากที่เราได้แบบเสื้อผ้ามาแล้ว เราจะต้องเอาแบบเสื้อที่ตัดแล้วไปวางทางกับผ้า จะวางอย่างไร แนวไหน ช่างแพทเทิร์นทุกคนต้องรู้ต้องทราบ ไม่ทราบไม่ได้!! ผ้าแบบนี้ควรวางอย่างไร แบบไหนควรวาง แบบไหนเป็นแนววางผ้าต้องห้าม ไหนจะลายผ้าที่บางครั้งไปทางเดียว บางครั้งกลับหัวกลับหาง ฯลฯ
 
และ ทำอย่างไรให้ใช้พื้นที่บนผืนผ้าได้คุ้มค่าที่สุด????
 
3.ออกแบบการเย็บ - อย่างที่บอกคือช่างแพทเทิร์นจะบอกว่าไม่รู้ว่าเย็บยังไงไม่ได้!! เพราะบางครั้งการเผื่อเย็บขณะวางแบบตัดคือปัญหา เผื่อมากไปตัดออกได้ แต่เผื่อน้อยไป....หวาดเสียว ดีไม่ดีสัดส่วนที่ออกมาบิดเบี้ยวผิดขนาดไปเลยก็ได้ ดังนั้นเป็นช่างแพทเทิร์นแล้วก็ควรแสวงหาความรู้ทางด้านการเย็บไว้ด้วยค่ะ ซึ่่่งไม่ใช่แค่รู้ แต่คุณต้อง ทำได้ และ ชำนาญ เป็นอย่างยิ่ง
.
.
.
ทั้งหมดที่กล่าวมานี่จากประสบการณ์ล้วนๆค่ะ
 
และแพทเทิร์นเองก็แบ่งเป็นแบบแพทเทิร์นธรรมดา (ภาษาช่างจะเรียกว่า แพทเทิร์นห้องเสื้อ) กับแพทเทิร์นอุตสาหกรรม ตัวเราเองถูกฝึกมาให้เป็นช่างเทลเลอร์ (Tailor) นั่นคือการเขียนแพทเทิร์นห้องเสื้อแบบละเอียดยิบและปรับขนาดไปตามสัดส่วนร่างกายของบุคคลๆนั้น ซึ่งต่างจากอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนแน่นอน S M L XL ใครใกล้เคียงไซส์ไหนก็ใส่ไซส์นั้น
 
ข้อดีข้อเสียต่างกันด้วย
 
ข้อดีของแพทเทิร์นห้องเสื้อ คือ ละเอียดมาก สวมใส่ได้เข้ากับรูปร่างพอดี ข้อเสียคือ....มึงละเอียดเกินไปละ เยอะแยะว้อย!! ชักจะปวดหัว อะไรนักหนา!! คน 50 คน เขียน 50 แบบ แม่งงงงงงงงงงงงงงง (ยาวๆ)
 
ข้อดีของแพทเทิร์นอุตสาหกรรม คือ เรื่องไม่เยอะ มีคนมา 50 คน เขียน 3 แบบก็เหลือกินแล้วเธอ คนนี้นม S พุง M เธอควรใส่อะไรล่ะ...ใส่ S พุงปลิ้นก็ใส่ M จบ!! ข้อเสีย คือ มันไม่เข้ากับรูปร่างและไม่สามารถอำพรางส่วนด้อยเสริมส่วนเด่น
 
คิดง่ายๆว่ากระโปรงซื้อกับกระโปรงตัด อันไหนใส่เข้ากับเรามากกว่า???
 
แต่แน่นอนว่า กระโปรงตัดย่อมแพงกว่าแน่นอน (เดี๋ยวนี้อาจจะไม่ใช่ กระโปรงซื้อตัวเป็นพันๆเพราะแบรนด์เนม ใส่ก็ไม่เข้ากับรูปร่าง ตัดเองดีไม่ดี 300-400 เองค่ะ) แต่ไม่ได้ยุให้ไปตัดกระโปรงใส่นะคะ เอาเป็นว่าพอใจอะไรก็ทำไปเถอะ เลือกที่เราชอบ สรรหาสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง
 
ส่วนดิฉันน่ะเหรอคะ.... ห่างหายจากการซื้อใส่นานแล้ว อิอิ
 
ว่างก็ตัดอะไรกรุบกริบใส่เองเลยค่ะ ไม่ได้แคร์แบรนด์เนมอะไรนะเพราะว่าตอนนี้ก็มีแบรนด์เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ (เข้าใจว่าอ่านแล้วหมั่นไส้ 55555555+) เอาเป็นว่าเราตัดเสื้อผ้าใส่เองยามว่างค่ะ เหยียบจักรได้วันละตัวสองตัวสบายๆ แถมประหยัดเงินด้วย ได้ที่ถูกใจด้วย
 
บางวันตลกมาก อยากได้กระโปรง นึกไม่ออกเลยว่าจะไปซื้อที่ไหนให้ถูกใจ จับรถไปพาหุรัดตอนสายๆเลยค่ะ เดินเอ้อระเหยหาผ้า คำนวนผ้าไว้ในหัว วางแพทเทิร์นให้หัวคร่าวๆ ไซส์เราเราก็รู้นี่นา ซื้อผ้ากลับบ้าน เขียนแบบซักครึ่งชั่วโมงอย่างพิรี้พิไรเก็บรายละเอียด วางผ้าตัดแล้วเย็บประกอบ....สามทุ่มได้ใส่ เย็บซักหกชั่วโมง (อะไรยะ!! นานอะไร ชั้นว์พักดูเดอะ ว้อยซ์ ของชั้นบ้านสิ แกอย่ามาพูดว่าช้า!! จะดูพี่ก้องขา งุงิ) เอาจริงๆเย็บสองชั่วโมงก็เสร็จค่ะ แต่เราไม่มีจักรโพ้งริมกันลุ่ยในตอนนี้ เลยต้องเก็บงานละเอียดๆ พับเก็บเย็บกลับต่างๆนานา เย็บตัวนึงเหมือนเย็บสองตัวเพราะเดินตะเข็บละสองที เฮ้อออออ
 
ถามว่าเรียนแพทเทิร์นแล้วอะไรยาก???
 
ยากตรงที่เราต้องอดทนค่ะ ไม่ว่าการเรียนใดๆหากต้องการประสบความสำเร็จเราต้องมีความอดทนอย่างสูง เราเองก็จบวิทยาศาสตร์นะคะ....อย่าลืม!! แต่ถ้าถามว่าบทไหนยาก เรายกนิ้วให้กับ "ชุดไทย" ในหลายๆแบบเลยว่ายากมาก ยากจริงๆ ยากไปไหนนนน ใครอย่าเอาชุดไทยมาให้เขียนแบบนะจะโกรธธธธธธ
 
ยาก.... ใช่ว่าทำไม่ได้
 
ป.ล.เรียนๆไปแอบหลับก็มี อิอิ
 
หลังจากที่เราเรียนแพทเทิร์นเสร็จ เราต่อด้วยตัดเย็บเสื้อ-กางเกงชายค่ะ ย้ำ! ของผู้ชาย ไว้มาต่อ Entry หน้าเนอะ ^^ เดี๋ยวเอารูปเสื้อผ้าที่ตัวเองตัดเองมาให้ดูพลางๆก่อนค่ะ
.
.
.
.
.
 
 
กางเกงตัดให้แม่เมื่อต้นเดือนค่ะ แม่บ่นอยากได้กางเกงนอนลายชวนมึน ^^
.
.
.
.
 
ส่วนนี่กระโปรงที่.....ผ้าไม่พอ ToT ใจจริงเราอยากได้อีกแบบแต่ผ้าไม่พอเลยกลายมาเป็นแบบนี้ล่ะ ปัจจุบันยังไม่ได้หยิบมาใส่เล้ยยยย -*-
.
.
.
.
 
ตัวนี้เราตัดเป็นเสื้อตัวแรกส่งอาจารย์ในคอร์สตัดเย็บชายเบื้องต้นที่เรียนต่อจากแพทเทิร์นค่ะ
.
.
.
.
 
ผ้าเหลืออยู่หน่อยนึง เลยเอามาเย็บมั่วๆเป็นกระเป๋าใส่หูฟัง
ป.ล. ป้ายแบรนด์อันนี้สำหรับตัดเย็บส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับงานการเลยซักนิด 
.
.
.
.
กระโปรงอีกตัวนึงที่หาซื้อแบบที่ตรงใจยากมากกกกก ตัดเองซะเลย Cry
.
.
.
.
 
กางเกงขาสั้นที่โดนแม่ดุ เพราะตอนแรกซื้อมาตัวนึงลายๆ แล้วมันทรงไม่สวย แม่ว่าทำไมไม่ตัดเองทั้งๆที่อุส่าห์เรียนมา...จัดห้ายยยยยย!! Innocent
.
.
.
.
 
เดรสที่ตัดเองตัวล่าสุดค่ะ ตัวนี้ตอนแรกกะให้หลวมโคร่งๆ ไปๆมาๆหลวมแล้ะดูอ้วนเลยแก้ให้เข้าตัวซะ
 
 
เจอกัน Entry หน้าว่าด้วยเรื่องการเย็บ Sewing เดี๋ยวจะมาเม้าท์ให้ฟังว่าอาจารย์สอนอะไรบ้างและทำการ "คายตะขาบ" กันเรื่องอะไรบ้าง ^_^
 
 
กราบขอบพระคุณ อ.พิชฏา ขมานุวงศ์ ผู้เป็นวิทยากรแห่งศูนย์ฝึกอาชีพสวนลุมพินี (Lumpini Vocational Training Center) หรือ "หม่ามี้" ของยัยแสนแสบนะคะ หนูรักมี้นะคะ ขอบคุณที่ให้อะไรหนูหลายๆอย่าง ขอบคุณที่ทุกครั้งเมื่อเจอ มี้จะลูบหัวลูบหางหนู T_T หนูรักมี้นะ คิดถึงมี้มากๆเลยค่ะ หนูจะไปกราบมี้สำหรับความสำเร็จที่มี้ได้ประสิทธิประสาทมาจนหนูมีทุกวันนี้
 
รักและคิดถึงหม่ามี้เสมอ
 
"ยัยแสนแสบ"

edit @ 14 Nov 2014 22:22:41 by ยัยป๋น

Comment

Comment:

Tweet

#5 By (171.96.170.31|171.96.170.31) on 2015-09-09 21:32

@look-like-kinm ฟรีค่ะ แต่อุปกรณ์เราต้องเตรียมเอาเองนะdouble wink

#4 By ยัยป๋น on 2015-05-10 11:51

ฝากด้วยนร๊า สติ๊กเกอร์ไลน์น่ารักกวนๆ ขอบคุณจร้า
คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083371/en

#3 By (125.24.146.196|125.24.146.196) on 2015-04-16 18:20

น่าไปเรียนบ้างจังเลยค่ะ เสียค่าเรียนมั๊ยค่ะ

#2 By -Kinm กลับด้าน- on 2015-03-01 13:31

ไม่ธรรมดาจริงๆค่ะพี่ wink
ชอบๆ อัพบ่อยๆนะ

#1 By บุ๋ย (171.6.157.233|171.6.157.233) on 2014-11-14 18:55